จับชีพจร “ประยุทธ์” เผชิญศึกใหญ่ “ไล่ต้อนอำนาจ” : ในระบบติดล็อก นอกระบบจุดไฟ

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ฝนกลางฤดูถล่มหนักเกือบทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ในห้วงสถานการณ์ตีคู่ไปกับพายุการเมืองที่กำลังแรงขึ้นทุกขณะ มรสุมถาโถมเข้าใส่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

ทั้งปมรัฐธรรมนูญ ติดหล่มเศรษฐกิจ วิกฤติม็อบคนรุ่นใหม่

รัฐบาล “ทหารเฒ่า 3 ป.” ตกเป็นฝ่ายตั้งรับเกมเขย่าอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ

กับสภาพผู้นำที่ฟอร์มถดถอยตามกระแสขาลง

ประเมินจากคิวล่าสุดในศึกปะทะกับฝ่ายค้าน ในการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ

แค่เวที “ซ้อมล่อเป้า” อุ่นเครื่องคั่นเวลา

แต่กลายเป็นหนักหนาสาหัสไม่ต่างจากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในสภาพที่ “บิ๊กตู่” โดนฝ่ายค้านล่อเป้าอ่วม โต้ไม่ออกเคลียร์ไม่ได้ คนดูทางบ้านให้คะแนนฝ่ายค้านมากกว่า

ทุกดอก ทุกประเด็น เข้าตากรรมการ

โดยเฉพาะคิวของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ชี้เปรี้ยงเลยว่า “วิกฤติผู้นำ” ของ “รัฐนาวาที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว” คือปัจจัยสำคัญที่ถ่วงรั้งไม่ให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่มีครั้งไหนที่หนักหนาเท่าครั้งนี้ที่อยู่ท่ามกลางวิกฤติรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ย้ำประจานระบบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาอำนาจ ทำให้เกิดภาวะที่ไม่สามารถบริหารบ้านเมืองได้ ต้องคอยป้อนกล้วยเลี้ยงงู เป็นปัญหาอันเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีและเพื่อรักษาอำนาจของเครือข่ายให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้

ถูกเขียนขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสังคมไทยและรับมือกับโลกอนาคต

เช่นเดียวกับช็อตที่เรียกเสียงฮือฮาก็คือคิวของนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ ทีมอภิปรายตัวจี๊ดของพรรคเพื่อไทย ที่แฉการเอื้อประโยชน์ให้กับเจ้าสัว

สนับสนุนให้เข้ามาปล้นขุมทรัพย์มูลค่า 10 ล้านล้านบาท

เปิดโปง “แก๊งผูกขาดพลังงานชาติ” เจ้าสัวชื่อย่อ ส. นายพลชื่อย่อ น.เป็นผู้ประสานงาน นาย พ. เป็นผู้อยู่เบื้องหลังรัฐมนตรีสายเศรษฐกิจ และนาย ศ. ลูกพี่เก่าของนาย พ. ร่วมกันผูกขาดพลังงาน ด้วยการล้มบรรษัทพลังงานแห่งชาติ

ต่อจิ๊กซอว์ เชื่อมโยงตัวละครเบื้องหน้าเบื้องหลังรัฐบาล

ประชาชนคนดูทางบ้านพยักหน้าตาม หนังสือพิมพ์ สื่อกระแสหลักหยิบเอามาเป็นข่าวพาดหัวใหญ่

“ตอบรับ” ข้อมูลเดิมๆที่เคยเป็นข่าวระแคะระคายก่อนหน้า

ตอกย้ำภาวะธรรมชาติทางการเมืองยามรัฐบาลขาลง จังหวะผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ต้นทุนหน้าตักความนิยมส่วนตัวหดหาย ทีมอำนาจ 3 ป. ติดเชื้อ ไวรัสวิกฤติศรัทธา

ภูมิต้านทานลดน้อยถอยลง สวนทางกับ “ตอ” เริ่มผุด

โดนล็อกเป้า “จุดตาย” ปมทุจริต เอื้อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง

อีกจุดที่เห็นช่องโหว่เบ้อเริ่มเทิ่มก็คือการขาดนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ มือเศรษฐกิจ ที่เป็นตัวช่วยหลักของ พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงตอบโต้ รับมือกับฝ่ายค้านในสภา

นายกฯเลยโดนล่อเป้าเดี่ยว ช้ำหนักสะบักสะบอม

นั่นยังหมายรวมถึงเชิงบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล พอไร้ “สมคิด” คุมขบวน พาลให้การปล่อย นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด ยึกๆยักๆ แบบที่ชักเข้าชักออกการจ่ายเงิน 3,000 บาท ประคองภาวะปากท้องชาวบ้าน

“ความมั่นใจ-ความเชื่อมั่น” หดหายไปหมดทั้ง ครม. ทั้งนักลงทุน

ตามโจทย์สถานการณ์กดทับวิกฤติเศรษฐกิจโควิด–19 ภายใต้การบริหารของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ที่ไร้ “ขุนคลัง” จากการลาออกของมือบริหารอาชีพติดๆกัน

จากที่สาหัสอยู่แล้ว แนวโน้มยิ่งฟื้นยากไปกันใหญ่

ในภาวะการเมืองยังเป็นปัจจัยหลัก ตัวถ่วงสถานการณ์ประเทศไทย ตามเค้าลางความปั่นป่วนวุ่นวายในกระบวนการรื้อรัฐธรรมนูญฉบับซือแป๋มีชัย

“นักเลือกตั้งอาชีพ” และ “นักลากตั้งอาชีพ” กำลังเล่นเกม

ทั้ง ส.ส. ทั้ง ส.ว. ดิ้นชิงเหลี่ยมอำนาจบนกองไฟ กำลังคุโชน

แม้ล่าสุดจะชัดเจนในมุมของพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย ส.ส.พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ร่วมกันยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

รวบยอดรวดเดียว 4 ญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา

ประกอบด้วย 1.ญัตติขอแก้ไขมาตรา 272 เรื่องอำนาจของ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยขมวดมาตรา 159 รวมไปด้วย 2.ญัตติขอแก้ไขมาตรา 270 และมาตรา 271 เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ 3.ญัตติขอแก้ไขมาตรา 279 ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ 4.ญัตติขอแก้ไขระบบการเลือกตั้ง โดยเอาระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ คือเลือกตั้งโดยใช้บัตร 2 ใบ แบ่งเป็นเลือกพรรคและเลือกคน

โดยที่พรรคก้าวไกลยอมร่วมลงชื่อในนาทีสุดท้าย

หลังจากเหยียบตาปลา เพราะทีม “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ระแวงทีมดูไบ กั๊กเหลี่ยมไม่ยอม “ปิดสวิสต์ ส.ว.” ส่อแนว “ฮั้ว” รอสลับขั้วรัฐบาล 2 พรรคใหญ่ พลังประชารัฐกับเพื่อไทย

อารมณ์เดียวกับฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล ที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางคน พากันถอนชื่อจากญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่ร่วมกับพรรคก้าวไกลสกัดเส้นทาง “บิ๊กตู่” ลากยาว

“กบฏ ป.ช.ป.” ก็หักมุม ทำให้ญัตติของพรรคก้าวไกลฟาวล์

ไม่เว้นแม้แต่ “ส.ว.ลากตั้ง” บางส่วน ที่เคลื่อนไหวเปิดตัวกลุ่ม “60 ส.ว.อิสระ” แสดงอาการเฮี้ยว ร่วมด้วยช่วยแห่เกม “ปิดสวิสช์ ส.ว.” ตัดอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี

แต่เอาเข้าจริงก็โผล่มาแค่ 2 คน นอกนั้นหายเข้ากลีบเมฆ

ล่อกันฝุ่นฟุ้งกระจาย แต่สุดท้ายก็มีญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ส่งเข้าประชัน ประกอบด้วย 4 ญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน กับญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน

แนวโน้มหนีไม่พ้นการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)

และที่ยังต้องต่อรองกันอีกหลายยกนั่นคือเงื่อนไขเวลา แต่ตามวิสัยของนักเลือกตั้งอาชีพ ไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาล หรือพรรคร่วมฝ่ายค้าน ต่างลุ้นให้ลากยาวสภาไปก่อน

ไม่มีใครอยากลงสนามเลือกตั้งเร็วแน่นอน

ที่ออกลีลายึกยักมันก็แค่การต่อรองผลประโยชน์ โดยเฉพาะ ส.ส.ที่มีคิวพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2564 จ่อรออยู่ในวันที่ 16–18 กันยายนนี้

ถ้าเกลี่ยผลประโยชน์กันลงตัวก็น่าจะซูเอี๋ยกันตามฟอร์ม

ว่ากันตามเกมในสภา เงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังขึ้นอยู่กับการต่อรองของนักการเมืองอาชีพ มากกว่าจะอิงกับความต้องการของกระแสสังคม

ที่สำคัญว่ากันตามกระบวนการตามกฎหมาย อย่างที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ฟันธงชัด การรื้อรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลานานแน่นอน

เพราะต้องโยงกับขั้นตอนการทำประชามติ

จุดนี้ยิ่งเห็นภาพขัดกันอย่างสิ้นเชิง ในระบบแทบติดล็อก สวนทางกับวิถีนอกสภา

สถานการณ์ไฟกำลังลามทุ่ง แรงกดดันของนักเรียน นิสิต นักศึกษา กลุ่มประชาชนปลดแอก ที่ปักธงยื่นคำขาดให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ไล่บี้ยุบสภา

ระดมพลใหญ่ในวันที่ 19 กันยายน ดีเดย์ปิดบัญชีขุมอำนาจ 3 ป.

ส่อยกระดับม็อบปักหลักค้างคืน ยึดถนนไล่รัฐบาล ตามอาการของแกนนำที่ประกาศยึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ชุมนุมทวงคืนประชาธิปไตย ไม่สนผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่อนุญาต

เด็กตีธงสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ไม่สนประวัติศาสตร์เก่า

ล้อข่าวลือปฏิวัติ กระแสรัฐประหารที่โผล่มาอย่างมีนัยสำคัญ

นั่นไม่เท่ากับการโผล่มาของนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา “มือสับรางประชาธิปไตย” เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออก เปิดทางตั้งรัฐบาลกู้วิกฤติประเทศ หลีกเลี่ยงเหตุบานปลาย

ตามฉากสถานการณ์ที่จับสัญญาณได้ แรงกดดันสารกัดกดทับไปที่บ่า “บิ๊กตู่”

โดนไล่ต้อนอำนาจเข้ามุมอับไปทุกขณะ.

“ทีมการเมือง”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *