“..เพราะชีวิตเปลี่ยน พวกหนูจึงต้องมาขับไล่รัฐบาล”

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากนักเรียนหญิงชั้น ม.5 จำนวน 5 คนของโรงเรียนมัธยมชื่อดังในกรุงเทพฯ ที่มาร่วมชุมนุมกับกลุ่ม “ราษฎร 63” บริเวณสี่แยกเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา

นักเรียนหญิงกลุ่มนี้มาในชุดนักเรียน และหนีบกระเป๋าใส่หนังสือมาด้วย แต่ใช้สก๊อตเทปสีดำปิดทับชื่อของตัวเอง กับชื่อย่อของโรงเรียนที่อยู่บนหน้าอกกันทุกคน โดยบอกว่าเพิ่งมาร่วมชุมนุมเป็นครั้งแรก

ม.5 ชีวิตเปลี่ยน!ออกมาไล่ “ประยุทธ์”

ชีวิตเปลี่ยนอย่างไร? เงินที่ได้ไปโรงเรียนลดลงหรือ? คำตอบที่ได้คือ “ใช่ค่ะ” กันทุกคน โดยมีการยกตัวอย่าง คนแรกเคยได้เงินไปใช้ที่โรงเรียนสัปดาห์ละ 1,000 บาท (จันทร์-ศุกร์) แต่ปัจจุบันลดเหลือ 500-600 บาท เนื่องจากพ่อแม่ถูกที่ทำงานลดเงินเดือน และอนาคตไม่รู้ว่าตกงานหรือเปล่า

ส่วนคนที่ 2 บอกคล้ายกันว่าเคยได้เงินไปโรงเรียนวันละ 200 บาท แต่ตอนนี้ลดเหลือ 150 บาท เพราะพ่อแม่ตกงานแล้ว 1 คน หันมาค้าขายซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอน ดังนั้นตัวเธอจึงต้องไปทำงานพิเศษหลังเลิกเรียน เป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารได้ค่าแรงชั่วโมงละ 40 กว่าบาท ทำวันละ 4 ชั่วโมง จำนวน 2-3 วันต่อสัปดาห์ บางวันนั่งหลับในห้องเรียน

ขณะที่นักเรียนหญิงชั้น ม.5 อีกคนบอกว่า “ยังจำได้ก่อนที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรี ที่บ้านออกไปกินข้าวนอกบ้านกันบ่อยมาก แต่ปัจจุบันนาน ๆ ครั้ง ต้องประหยัด เพราะเศรษฐกิจไม่ดี จึงมาชุมนุมเพื่อให้นายกฯลาออก หรือยุบสภา และเห็นด้วยกับ 3 ข้อเรียกร้องของราษฎร 63 คือ 1.ให้นายกฯ และคณะรัฐบาลลาออก 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มาจากประชาชนจริง ๆ 3.ปฏิรูปสถาบัน เนื่องจากชีวิตพวกหนูและคนที่บ้านเปลี่ยนไปมาก พวกหนูไม่ได้ตามดูเฟซบุ๊ก
อ.ปวิน-สมศักดิ์ เจียมฯ-ตลาดหลวง แต่ดูข้อมูลข่าวสารทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร”

“หนูหริ่ง” ทำก่อน “ฮ่องกง โมเดล”

ทีมข่าว “1/4 Special Report” ไปดูบรรยากาศม็อบ “ราษฎร63” ทั้งที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สนามหลวง ทำเนียบรัฐบาล (14 ต.ค. 63) ราชประสงค์ สี่แยกปทุมวัน ห้าแยกลาดพร้าว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สี่แยกเกษตรศาสตร์ บอกได้ว่าเป็นม็อบของนักเรียน นักศึกษาคนรุ่นใหม่ จริง ๆ น่าจะถึง 75% ส่วนอีก 25% เป็นวัยผู้ใหญ่ขึ้นมา หรือคนเสื้อแดงมาสมทบ แต่บางวันนักเรียน นักศึกษาน่าจะเกิน 80% เสียด้วยซ้ำ!

โดยเฉพาะสิ่งที่เหลือเชื่อกับม็อบราษฎร63 คือเป็นม็อบที่มาเร็วไปเร็ว แค่แจ้งนัดสถานที่ผ่านช่องทางโลกออนไลน์กันไม่ถึง 1 ชั่วโมงมากันพรึบ! เต็มท้องถนน และไม่มีแกนนำในการปราศรัยโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ เพราะทุกคนเป็นแกนนำ แล้วประกาศชัดเจนว่าจะเลิกชุมนุมเวลา 20.00 น. ชุมนุมไปทุกวันจนกว่า 3 ข้อเรียกร้องจะบรรลุผล

หลายคนบอกว่าสภาพของม็อบราษฎร 63 มาจาก “ฮ่องกง โมเดล” แต่ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ความเห็นไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าการชุมนุมทางการเมืองแบบที่เรียกว่า “ฮ่องกง โมเดล” นั้น ความจริงมีมาก่อนแล้วคือการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 19 ก.ย. 53 คือ 4 เดือนหลังการสังหารหมู่ครั้งนั้น ผู้ที่ริเริ่มคือ “หนูหริ่ง” สมบัติ บุญงามอนงค์ ซึ่งเสนอแนวคิดไม่มีแกนนำ ทุกคนเป็นแกนนอน นัดกันด้วยเฟซบุ๊ก ชุมนุมโดยไม่มีเวทีหลัก มาเร็วไปเร็ว ทำให้ขบวนเสื้อแดงฟื้นตัวจากการถูกปราบได้สำเร็จ

การเคลื่อนไหวอาหรับสปริง ปี 54 ในหลายประเทศตะวันออกกลางก็คล้ายกันคือ ไม่มีแกนนำ ไม่มีเวทีหลัก นัดกันด้วยเฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์ แต่ไม่สามารถยืนยาวได้ ส่วนใหญ่พ่ายแพ้ (ยกเว้นตูนิเซียที่ชนะ) และการเคลื่อนไหวที่ฮ่องกงยืดเยื้อยาวนานจนสามารถพัฒนารูปแบบวิธีการที่ซับซ้อนอย่างมาก กลายเป็นเทคโนโลยีต้นแบบให้กับการเคลื่อนไหวของเยาวชนไทยในวันนี้

คนรุ่นใหม่ใช้ “ทวิตเตอร์”เคลื่อนไหวเร็ว

สำหรับปรากฏการณ์ม็อบนักเรียน นักศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงอะไรบ้าง? รศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ รองคณบดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่าความน่าสนใจของขบวนการนักเรียน นักศึกษาครั้งนี้มี 2 ด้าน ที่ดูไม่น่าจะเชื่อมโยงกัน คือ

1.เป็นขบวนการของคนรุ่นใหม่ อย่างที่รู้ ๆ กันใช้สื่อใหม่โซเชียลมีเดียที่ใช้คือทวิตเตอร์เป็นหลักซึ่งมีการเคลื่อนไหวเร็วมาก ๆ ไม่ดูทีวี นอกจากไม่เสพข่าวผ่านสื่อโทรทัศน์แล้ว ยังไม่ใช่รุ่นที่ติดละครทีวี ดังนั้นพวกเขาจึงมีอัตลักษณ์ที่แยกขาดชัดเจนจากคนรุ่นก่อนหน้า ทั้งเพลง เกม หนัง แอนิเมชั่น คนดังมีชื่อเสียง ล้วนแล้วแต่เป็นของยุคเขา ซึ่งมีลักษณะเป็นสากลมากกว่ามีความ “เป็นไทย ๆ” ​เป็นคนรุ่นพ่อแม่ของพวกเขา

แม้คนรุ่นใหม่เหล่านี้จะใช้เวลาส่วนใหญ่กับโลกออนไลน์ แต่ในรอบ 6-7 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่เขาเริ่มจำความได้ เมื่อเงยหน้ามาดู โลกรอบตัวในประเทศไทยของพวกเขา ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา ครู อาจารย์ พ่อแม่ สิ่งรอบตัว มันบิดเบี้ยวไปหมด ไม่มีความเป็นเหตุผล เมื่อเขาตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าอะไร ทำไม อย่างไร ในสังคมกับการสั่งสอนให้เชื่อฟัง สอนให้รัก สอนให้ภักดี และไม่ยินดีให้เขาตั้งคำถาม

มันจึงเป็นที่มาให้เขาพยายามหันมาสู้และเปลี่ยนกับโลกที่เป็นจริง ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่เป็นสากลของพวกเขา

2.การใช้ชื่อการเคลื่อนไหวว่า “คณะราษฎร” และ “ประชาชนปลดแอก” สะท้อนให้เห็นถึงขบวนการนักศึกษาที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ที่ต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 เป็นต้นมา ไม่ใช่เชื่อมโยงกับขบวนการนักศึกษาที่เริ่มจากกรณี “14 ตุลา 16” แบบที่บางท่านให้ความเห็นด้วยซ้ำจะสังเกตได้ว่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่นักเรียน นักศึกษา ให้ความสนใจ และอ้างอิงถึงคือ 2475 รวมทั้ง 6 ตุลา 19 และเหตุการณ์คนเสื้อแดง

แต่พวกเขาพูดถึง “พฤษภาทมิฬ 35” และ “14 ตุลา” น้อยกว่ามาก ทั้งยังประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อเหลืองและกปปส. ว่าเป็นขบวนการทำลายประชาธิปไตย

แรงแน่! ถ้ารัฐไม่เจรจา-ไม่ประนีประนอม

จากจุดเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์นี้เอง เราจะเห็นได้ว่าขบวนการนักเรียนนักศึกษาครั้งนี้มีเพดานการขับเคลื่อนที่สูง เนื่องจากเขาตั้งคำถามกับโครงสร้างที่ใหญ่กว่า และติดอาวุธความคิดเขาด้วย
การหาความรู้ที่มีอยู่ในโลกออนไลน์ ในโลกสิ่งพิมพ์ที่มีมานานแล้ว
แต่ครอบครัวและโรงเรียน ไม่เคยกระตุ้นให้เขาหาความรู้เหล่านี้ และความรู้ทางวิชาการทางประวัติศาสตร์ที่ตอบโจทย์คุณค่าที่เป็นสากลของพวกเขา จึงออกมาในการต่อสู้ที่เพดานสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ถ้าถามว่าม็อบของราษฎร 63 จะแรงถึงระดับไหน จะไปต่อ และจบอย่างไร? รศ.เวียงรัฐกล่าวว่าแรงแน่! ถ้าฝ่ายรัฐไม่เจรจา ไม่ประนีประนอม นักเรียน นักศึกษาไม่กลัวแล้ว การสลายการชุมนุมเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา บริเวณสี่แยกปทุมวัน กลับทำให้เขาออกมามากขึ้น และมากขึ้น ซึ่งน่ากลัวมาก เพราะพวกเขาไม่กลัวและพร้อมสู้อย่างสันติ

พวกเขารู้ว่ามีจำนวนคนสนับสนุนมากพอ มีเหตุผลพอที่จะชักจูงคน แต่เมื่อมีการสลายการชุมนุมพวกเขาก็พร้อมออกมาในโลกที่เป็นจริง ไม่ได้อยู่ในโลกออนไลน์อย่างเดียวอีกต่อไป และคงไปต่อแบบนี้เรื่อย ๆ

“ส่วนจะจบอย่างไร โดยส่วนตัวยังมองไม่ออก แต่ควรเรียกร้องให้กระบวนการทางรัฐสภาเกิดขึ้น กระบวนการทางรัฐสภาเป็นวิธีทางเดียวที่จะให้มีการประนีประนอม และหาทางออกในระบอบ แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันและโครงสร้างรัฐสภาที่บิดเบี้ยว ไม่ได้เป็นตัวแทนประชาชนก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการหาทางออกในกระบวนการรัฐสภา ถ้าไม่เปิดหาทางออกแบบนี้ ก็มีแต่จะจบแบบเสียเลือดเนื้อ และอาจทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไม่ได้อีกนาน” รศ.เวียงรัฐ กล่าว.

Add a Comment

Your email address will not be published.