‘บิ๊กตู่’ หวังม็อบ 14 ต.ค. ไม่เกิดความรุนแรง ชี้ไม่เป็นผลดีประเทศ

‘บิ๊กตู่’ หวังม็อบ 14 ต.ค. ไม่เกิดความรุนแรง ชี้ไม่เป็นผลดีประเทศ ผบ.ทสส.แนะผู้ชุมนุมดูรัฐธรรมนูญ บชน.จัด 20 กองร้อยคุมพื้นที่ ไม่ฟันธงยืดเยื้อ 7 วัน

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม กระแสการเมืองเดือนตุลาคมถูกจับตามองถึงความร้อนแรงที่เพิ่มทวีคูณ จากกรณีการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มม็อบปลดแอก วันที่ 14 ตุลาคม ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม กรณีการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 ตุลาคม ว่า คาดหวังไม่อยากให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น เพราะไม่เป็นผลดีกับประเทศในเวลานี้เลย ยิ่งอยู่ในสถานการณ์โควิด-19 ด้วย ขณะที่ ในสภาเขาก็มีการเคลื่อนไหวเรื่องเหล่านี้มีการเรียกร้องอยู่หลายข้อก็ขอให้รับฟังตรงนี้ด้วย

บิ๊กตู่
บิ๊กตู่

ขณะที่ กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ถ.แจ้งวัฒนะ พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) แถลงภายหลังการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพครั้งที่ 1/2563 โดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ว่า ในที่ประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพได้มีการแสดงความยินดี จากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

พล.อ.เฉลิมพล กล่าวถึงกรณีมีประชาชนและคนรุ่นใหม่บางส่วนออกมาล่วงละเมิดสถาบัน ว่า เรื่องสถาบันว่าตามภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 52 เป็นหน้าที่ของรัฐในการพิทักษ์ รักษา ปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนจึงจัดให้มีกำลังทหาร การทูต การข่าว สืบเนื่องมาเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดส่วนราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 กำหนดบทบาทของกระทรวงกลาโหมว่ามีหน้าที่อะไรบ้าง สอดรับกับหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่โดยตรงทหารต้องปฏิบัติ ในส่วนมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งองค์จอมทัพไทย ข้าราชการทหารมีขวัญกำลังใจและปลาบปลื้มในการปฏิบัติหน้าที่ต่อรัฐธรรมนูญ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องความนิยมและเป็นประมุขของรัฐที่ทุกรัฐมีเป็นสากล กำลังทหารมีหน้าที่ปกป้องรัฐ ประเทศ และประมุขของรัฐที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหาร เราจึงใช้คำว่าจอมทัพไทย

“ส่วนข้อมูลข่าวสารประชาชนจะได้รับข้อมูลหลายส่วนในการดำเนินการของเหล่าทัพจะดำเนินการตามกรอบกฎหมายกำหนดตามรัฐธรรมนูญ ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ก็ได้กำหนดว่าสามารถมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก สามารถดำเนินการได้เท่าใดขอให้ไปดูบทบัญญัติที่มีเขียนต่อท้ายว่า ไม่กระทบความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประเทศ ส่วนนอกเหนือจากนี้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการ” พล.อ.เฉลิมพล กล่าว

ด้าน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผบช.น. ฐานะโฆษก บช.น. เปิดเผยถึงการชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอก และแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นัดชุมนุมวันที่ 14 ตุลาคม บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง ว่า ทางแกนนำยังไม่ได้แจ้งการชุมนุมตาม พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะมา แต่ บช.น.เตรียมกำลังเฉพาะตำรวจนครบาลประมาณ 20 กองร้อย ประมาณ 3,000 นาย และมีกำลังเสริมจาก บช.ภ. 1,2,3,4 และ 7 ไว้รองรับตามจำนวนผู้ชุมนุม จะยึดหลักปฏิบัติตามแผนการชุมนุม 63 ส่วนการชุมนุมจะยืดเยื้อ 7 วัน 7 คืน ตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศไว้หรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ เนื่องจากต้องรอแจ้งการชุมนุมก่อน สำหรับแผนการปฏิบัติจะปรับเปลี่ยนไปตามการชุมนุม จะเน้นการดูแลความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุม และอำนวยความสะดวกประชาชนขณะเดียวกัน ฝ่ายสืบสวนประสานกับแกนนำเพื่อขอทราบถึงแผนการชุมนุม โดยเฉพาะการจัดการจราจรที่อาจจะส่งผลกระทบ

“ทางตำรวจจะจัดเส้นทางหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม พร้อมประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนให้ทราบถึงสภาพการจราจร และเส้นทางสำรองทุกระยะ สำหรับการตั้งจุดตรวจจุดสกัดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้ยกเลิกชั่วคราวนั้น กรณีดังกล่าวเป็นกรณีเฉพาะ บช.น.คงจะกำหนดจุดตรวจบริเวณโดยรอบ เพื่อป้องกันการนำสิ่งของผิดกฎหมายเข้าพื้นที่ชุมนุม เพื่อให้เกิดความปลอดภัย รวมทั้งมีการตั้งจุดคัดกรอง เพื่อเป็นการควบคุมโรค และตรวจค้นสิ่งของผิดกฎหมาย โดยจะประสานการปฏิบัติกับผู้จัดการชุมนุมอย่างใกล้ชิด” พล.ต.ต.จิรพัฒน์ กล่าว

Add a Comment

Your email address will not be published.