ประกาศ!ห้ามรวมคนแออัด หากฝ่าฝืนปรับ4หมื่น-คุก2ปี

ราชกิจจาเผยแพร่ “ศปม.” ประกาศห้ามมั่วสุม-ชุมนุม-ทำกิจกรรมรวมคนแออัดเสี่ยงแพร่เชื้อ”โควิด-19″ ใครดื้อเจอคุก 2 ปี หรือปรับ 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  พร้อมสั่งสายตรวจปราบขบวนการขนคนลอบเข้าเมือง

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่องห้ามการชุมชุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งลงนามโดย พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง โดยมีใจความว่า ตามที่ปรากฏว่ามีการติดเชื้อและแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และระยอง ซึ่งได้มีการแพร่ระบาดออกไปยังหลายจังหวัดในประเทศ รวมทั้งมีแนวโน้มจะแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการระบาดของการติดเชื้อโรคโควิด-19 ไม่ให้ขยายไปในวงกว้าง รวมทั้งก่อให้เกิดความเสียหายอื่นๆ โดยดำเนินมาตรการป้องกันควบคู่กับการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ จึงให้ปฏิบัติ ดังนี้

1.ห้ามไม่ให้มีการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค หรือการกระทำอันเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน หรือการกลั่นแกล้งเพื่อแพร่เชื้อโรค ณ ที่ใดๆ ทั่วราชอาณาจักร 

2.ห้ามไม่ให้มีการชุมนุมหรือการทำกิจกรรมที่มีการรวมคนที่มีความแออัดในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค ในพื้นที่ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศหรือมีคำสั่งให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือพื้นที่ควบคุม เว้นแต่การทำกิจกรรมของทางราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลที่ปลอดภัย หรือการทำกิจกรรมภายในครอบครัวที่อยู่ในเคหสถาน 

3.การชุมนุมหรือการทำกิจกรรมที่มีการรวมคนที่มีความแออัด ในพื้นที่ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศหรือมีคำสั่งให้เป็นพื้นที่เฝ้าระวังสูง หรือพื้นที่เฝ้าระวัง ให้ผู้จัดการชุมนุมหรือจัดกิจกรรมดังกล่าว ต้องขออนุญาตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด ก่อนดำเนินการ โดยแสดงแผนการจัดงานและมาตรการควบคุมโรค ประกอบการพิจารณา เว้นแต่ การทำกิจกรรมของทางราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลที่ปลอดภัย หรือการทำกิจกรรมภายในครอบครัวที่อยู่ในเคหสถาน

หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ต้องรับโทษตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2563 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ที่ 31/2563 เรื่องการปฏิบัติตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 10) ซึ่งลงนามโดย พล.อ.เฉลิมพล ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ทั้งนี้ มีสาระสำคัญที่เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติ

อาทิ การตั้งจุดตรวจร่วมและชุดสายตรวจร่วม เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้มาตรการห้ามใช้หรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดโรค การปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดโรค การห้ามไม่ให้มีการชุมนุม กาทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกันในสถานแออัด อันทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือแพร่ระบาดของเชื้อ หรือการกระทำอันเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนการเฝ้าระวัง ตรวจและคัดกรองการเดินทางและการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว

นอกจากนี้ให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าตรวจ สกัดกั้น และดำเนินการกับผู้หลบหนีเข้าเมือง รวมทั้งประสานใช้กลไกด้านการปกครองในระดับพื้นที่ในการเฝ้าระวัง ค้นหา และการแจ้งเบาะแสผู้หลบหนีเข้าเมือง ตลอดจนเพิ่มมาตรการการตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะในพื้นที่จังหวัดชายแดนและพื้นที่ชั้นใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการนำพาและผู้เกี่ยวข้องกับผู้หลบหนีเข้าเมือง ทั้งนี้ ให้ดำเนินการสอบสวนผู้กระทำผิดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค. 2563 เป็นต้นไป

Add a Comment

Your email address will not be published.