รายงานพิเศษ-‘โควิด’รอบ2-จุดสลบส่งออกไทย ต้องลุ้นต่อครึ่งปีหลัง-ยัง‘ลูกผีลูกคน’

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

รายงานพิเศษ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย (จีดีพี) ยังต้องพึ่งพาภาคส่งออกแม้ว่าที่ผ่านมาภาครัฐจะพยายามลดสัดส่วนการพึ่งพาการส่งออกก็ตาม

ล่าสุดทั่วโลกประสบเหตุซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ทุกฝ่ายจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอด

ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานศึกษาวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ส่งออกเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ ‘ติดลบ’

แต่ตั้งความหวังว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติหากสามารถคิดค้นวัคซีนออกมาได้

นายอัทธ์พิศาลวานิชผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยถึงผล “การวิเคราะห์การส่งออกไทยครึ่งปีหลังปี 2563 : ไร้วัคซีนโควิด-19” ว่าแนวโน้มการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 เผชิญแรงกดดันจากการแพร่ระบาดโควิด-19

“สมมติฐานหากผลิตวัคซีนโควิดได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้การส่งออกไทยในปี 2563 จะหดตัวลงที่ 5.5% และถ้าสามารถผลิตวัคซีนได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 จะหดตัวประมาณ 9.6% แต่ถ้ายังไม่มีวัคซีนจะส่งผลให้การส่งออกไทยทั้งปีอาจติดลบสูงถึง 13.5% หรือคิดเป็นมูลค่าการสงออกที่หายไปประมาณ 7 แสนล้านบาท-1 ล้านล้านบาท”

สินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ สินค้าส่งออกในกลุ่มรถยนต์อุปกรณ์และชิ้นส่วนและเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งถือเป็นตัวเลขติดลบหนักที่สุดในรอบ 10 ปี

ส่วนการส่งออกไทยในครึ่งปีแรกหดตัวอย่างรุนแรงโดยเฉพาะเดือนมิ.ย. หดตัวถึง 23.1% แต่ก็ยังมีสินค้าบางส่วนที่ยังสามารถขยายตัวได้เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ, แผงวงจรไฟฟ้า, เคมีภัณฑ์, อากาศยานและชิ้นส่วน, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผลไม้และข้าว

“ศูนย์ประเมินการส่งออกของประเทศในช่วงครึ่งปีหลังจะทรุดตัวลงมากกว่าในช่วงครึ่งปีแรกและมีโอกาสติดลบมากสุดถึง 20% เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังคงมีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและโอกาสของการมีวัคซีนเร็วที่สุดอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าทำให้เศรษฐกิจโลกยังไม่ถึงจุดต่ำสุดเพราะมีโอกาสที่จะต่ำลงได้อีก”

นายอัทธ์กล่าวและว่าปัจจัยเสี่ยงการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดยังมีโอกาสยืดเยื้อทำให้ในหลายประเทศเริ่มกลับมาดำเนินการมาตรการล็อกดาวน์จากจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกที่ยังเพิ่มสูงขึ้น

ประกอบกับราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำรวมถึงทิศทางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่รุนแรงมากขึ้นส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทยหดตัวอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตามสินค้าส่งออกบางส่วนยังมีโอกาสขยายตัวได้ดีอาทิ ถุงมือยางจากความต้องการที่เพิ่มหลายเท่าตัวรวมถึงกลุ่มอาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม

ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยคาดว่าตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะหดตัวไม่ต่ำกว่า 7.7%

ไทยถือว่าได้รับผลกระทบและติดลบมากที่สุดในอาเซียน

แนะนำผู้ประกอบการควรปรับตัวด้วยการสร้างธุรกิจผ่านระบบออนไลน์, รวมกลุ่มคลัสเตอร์เพื่อลดภาระต้นทุนและปรับปรุงเครื่องจักรที่ล้าสมัย

ส่วนภาครัฐและทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาลควรเร่งสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนควบคู่ไปกับการส่งเสริมการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการและประชาชนผ่านมาตรการยกเว้นภาษีและการกระตุ้นการบริโภคให้เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน

ด้าน น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่าปรับคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2563 หดตัวลบ 10% จากเดิมที่ประเมินไว้ทั้งปีหดตัวลบ 8%

ปัจจัยสำคัญคือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กระทบทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเรื่องของการปิดประเทศของหลายประเทศทั่วโลก

ปัจจุบันแม้จะผ่อนคลายกันบ้างแต่ก็ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติมากนักทำให้หลายกิจการยังดำเนินการไม่สะดวกมากและข้อกังวลเรื่องของการแพร่ระบาดรอบ 2 อีกด้วยส่งผลให้เศรษฐกิจในหลายประเทศยังคงหดตัวต่อเนื่อง

สภาผู้ส่งออกฯต้องการให้หน่วยงานภาครัฐช่วยส่งเสริมและลดกฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคทางการค้าให้คล่องตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกระทบอื่นเช่นการหดตัวของอุปสงค์จากคู่ค้าต่างประเทศและอุปทานการผลิตภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเช่น กลุ่มสินค้ายานยนต์ปัญหา International logistics ที่กระทบต่อต้นทุนการขนส่งอาจส่งผลต่อการชะลอคำสั่งซื้อสินค้าของไทย

ขณะที่ปัจจัยบวกสำคัญมีเพียงปัจจัยเดียวที่ทำให้การส่งออกไทยไปได้ดีคือ การส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารและสินค้ากลุ่มเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูปและอาหารกระป๋อง แปรรูป

สภาผู้ส่งออกฯเห็นว่าเพื่อเพิ่มการแข่งขันของไทยหน่วยงานรัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนเพิ่มศักยภาพไทยในตลาดโลกเช่น การเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าในกรอบสำคัญผ่อนคลายกฎระเบียบให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าเพื่อลดต้นทุน

ยกเว้นการเรียกเก็บภาษีที่นำกลับมาจากต่างประเทศพิจารณาการลงทุนเฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเป็นต้น โดยเชื่อว่าจะทำให้ผู้ส่งออกไทยแข่งขันได้ดีขึ้น

ส่วนน.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า องค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ปี 2563 การค้าสินค้าของโลกจะหดตัวในช่วง 13-32% ปัจจุบันสถานการณ์การค้าโลกมีความไม่แน่นอนสูงนอกจากนี้ การฟื้นตัวในปีหน้าก็ยังยากที่จะคาดเดา

สนค.เห็นว่าเศรษฐกิจทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูดังนั้นกลยุทธ์การส่งออกควรให้ความสำคัญกับตลาดศักยภาพที่มีแนวโน้มฟื้นตัวก่อนโดยการพิจารณาตลาดศักยภาพสามารถพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ

อาทิเป็นประเทศที่มีการควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีมีผู้ติดเชื้อในอัตราที่ต่ำลงจนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้อีกครั้งเช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกงและเกาหลีใต้

สำหรับกลยุทธ์การส่งออกของไทยต้องให้ความสำคัญกับตลาดที่มีศักยภาพในการฟื้นตัวก่อนประเทศที่เห็นว่าเป็นตลาดศักยภาพในแต่ละภูมิภาคได้แก่ เอเชียตะวันออก (จีนไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลีใต้) และอาเซียน (มาเลเซียเวียดนาม เมียนมา และสปป.ลาว)

ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 การส่งออกไปจีนและฮ่องกงขยายตัวเป็นบวกที่ 5.8% และ 1.4% ตามลำดับ

สำหรับตลาดส่งออกสำคัญเช่น สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นแม้การส่งออกในภาพรวมจะหดตัวแต่หดตัวในอัตราที่ลดลงและสินค้าบางรายการยังสามารถรักษาระดับการเติบโตเช่น เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอาหารสัตว์เลี้ยง ฯลฯ

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดการณ์การส่งออกปีนี้ติดลบ 8-10% เพราะในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงสูงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

มีหลายประเทศยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้และบางประเทศต้องกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้งหลังโควิด-19 กลับมาระบาดซ้ำระลอกสอง

ส่งผลกระทบต่อการค้าของไทยที่ส่งออกไปประเทศต่างๆได้รับผลกระทบไปด้วยจากกำลังซื้อในต่างประเทศที่ลดลง

“ขณะนี้กกร.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อพิจารณาปรับประมาณการตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการส่งออกปีนี้ใหม่อีกครั้งในการประชุมช่วงต้นเดือนส.ค.นี้ซึ่งยอมรับว่าไทยต้องเผชิญความเสี่ยงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอาจกดดันอัตราแลกเปลี่ยนของไทย”

ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มดีขึ้นนักลงทุนมีความเชื่อมั่นหลังรัฐบาลควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดีซึ่งค่าเงินบาทไทยสามารถแข่งขันได้ควรอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *