44 ปี 6 ตุลา การต่อสู้ในทัศนะคนรุ่นใหม่ โซเชียลคือตัวช่วย ยอมรับยากจะชนะ

แกนนำม็อบนศ.ชี้ตัวแปรการเคลื่อนไหวในยุคปัจจุบัน ต่างจาก 6 ตุลาเพราะมีโซเชียลมีเดียในมือ ทำให้ไม่เสียเปรียบด้านการสื่อสาร ยอมรับการต่อสู้สันติวิธี และการสับขาหลอก เป็นยุทธวิธีที่ยากจะชนะ และอาจไม่ได้จบที่รุ่นเรา แต่ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วม

ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 5 ต.ค. มีกิจกรรมเสวนาหัวข้อ 44 ปี 6 ตุลา ในทัศนะคนรุ่นใหม่ ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาส ครบ 44 ปี เหตุการณ์สังหารหมู่นักเรียนนักศึกษาเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 โดยนายสิรภพ อัตโตหิ หรือแร็ปเตอร์ นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แกนนำคณะประชาชนปลดแอก ซึ่งเป็นหัวหอกในการจัดชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค.กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของนักเรียน นักศึกษาในปัจจุบันพบกับสิ่งที่คล้ายกับการเคลื่อนไหวในยุค 6 ตุลา คือ ถูกภาครัฐสร้างเรื่องขึ้นมาโจมตีเพื่อให้หมดความชอบธรรม เช่น สมัยก่อนบอกว่านักเรียนนักศึกษาที่ประท้วงไม่ใช่คนไทย เป็นต่างด้าว เป็นคอมมิวนิสต์ ปัจจุบันกลายเป็นเด็กล้มเจ้า ชังชาติ ถือเป็นพล็อตเรื่องเดิมที่นำมาผลิตซ้ำ สมัยก่อนวิธีนี้ อาจใช้ได้เพราะรัฐคุมอำนาจทั้งหมดในการเล่าเรื่องหรือคุมสื่อกระแสหลักได้ แต่ปัจจุบันไม่เหมือนเดิมเพราะอำนาจในการเล่าเรื่องไม่ได้อยู่ที่ภาครัฐเท่านั้น สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียทำให้ทุกคนสามารถเป็นสื่อได้ ประชาชนคนตัวเล็กกว่าก็มีอำนาจในการเล่าเรื่องกระจายข้อมูลข่าวสารได้เช่นกัน

นายสิรภาพ ระบุว่ายุคปัจจุบันพิเศษกว่าเดิมคือสามารถใช้โซเชียลฯ กระจายข่าวสารไปสู่ประชาชนได้เป็นจำนวนมาก สามารถเรียกร้องได้ไม่ใช่แค่เรื่องประชาธิปไตยและเสรีภาพ แต่รวมถึงปัญหาต่างๆ ในสังคม ไปจนถึงเรียกร้องรื้อโครงสร้างอำนาจนิยมทั้งระบบ ที่สำคัญการต่อสู้กระจายไปในต่างจังหวัดด้วยไม่ได้รวมศูนย์อยู่เฉพาะใน กทม. แกนนำมีหลากหลาย

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวภาคประชาชนจำเป็นต้องเรียนรู้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากรัฐ จึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการปราบปราม ด้วยการใช้แนวต่อสู้ด้วยสันติวิธี การสับขาหลอก แต่ก็เป็นโจทย์ที่สำคัญเช่นกันที่ว่าเราจะเคลื่อนไหวอย่างไรที่จะกดดันรัฐให้ได้ชัยชนะโดยที่สามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรงจากรัฐได้ด้วย เราไม่แน่ใจว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะสิ้นสุดที่รุ่นเราไหม แต่อย่างน้อยวันนี้ก็ได้เห็นหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป และแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ก็ใกล้มาเรื่อยๆ แม้ไม่จบที่รุ่นเราแต่ขอให้ภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่ง สุดท้ายเวลาจะอยู่ข้างเราและเราจะชนะ

ด้าน นายลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ แกนนำกลุ่มนักเรียนเลว กล่าวว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคนี้ ช่วงของวัยของคนที่ออกมาถูกทำลายกำแพงไป จากเดิมวัยต่ำสุดคือนักศึกษา ปัจจุบันต่ำสุดอาจจะเป็นเด็กอนุบาล แต่ที่ชัดๆ คือเด็กมัธยม และเป็นยุคแรกที่การผูกขาดชุดความคิดที่ผลิตโดยรัฐเริ่มหายไป สิ่งนี้ทำให้เด็กรุ่นใหม่เห็นสิ่งไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนจึงออกมาเรียกร้อง ประกอบกับการคิดสร้างสรรค์ของการจัดม็อบ ทำให้มีลักษณะเหมือนเป็นงานอีเวนต์ดึงดูดความสนใจของคน ทั้งไม่ได้มีแค่การเรียกร้องแค่เรื่องการเมือง แต่สามารถเรียกร้องทุกเรื่องที่ไม่เป็นธรรมซึ่งคนบางกลุ่มสามารถเข้ามาร่วมได้ ทำให้ได้เห็นคนหน้าใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ม็อบนักเรียนเจออยู่ก็คือการถูกข้อครหาเรื่องท่อน้ำเลี้ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐพยายามตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะให้ความสำคัญของข้อเรียกร้อง ลดทอนลง

ขณะที่นายเกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ นักศึกษา มธ. กล่าวว่า สิ่งที่เหมือนกันในการต่อสู้ของนักเรียนนักศึกษายุค 6 ตุลา กับยุคปัจจุบันคืออุดมการณ์แรงกล้าที่จะออกมาสู้แม้ว่ารู้ว่าสู้อย่างไรก็ชนะยาก ส่วนความต่างกันคือยุคนี้คนตื่นรู้กันมากกว่า สามารถรับข้อมูลได้หลายทาง ทำให้เพดานข้อเรียกร้องสูงขึ้นและพยายามที่จะแก้ปัญหาจากโครงสร้างจริงๆ แม้สู้ไปก็ยากจะชนะ แต่ก็จะสู้ไม่ยอมแพ้ เพราะถ้าเราสู้ ด้วยคนที่มีจำนวนมากกว่า สุดท้ายเขาจะยอมเรา เพราะอำนาจที่แท้จริงเป็นของประชาชน

Add a Comment

Your email address will not be published.