วิถีแห่งอำนาจ เหมาเจ๋อตง – ฤดูหนาว 1920 สมรส สมรัก(81)

ฤดูหนาว 1920 สมรส สมรัก(81) – ขณะที่ บุญศักดิ์ แสงระวี ระบุเพียงว่า หยางไค่ฮุ่ยซึ่งกำลังตกอยู่ในบ่วงรักก็ปลาบปลื้มเป็นสุขเมื่อได้รับและซาบซึ้งความนัยของบทกลอน “ความรันทดบนหมอน” ที่เหมาส่งมาให้

แอบกระซิบบอกกับหลี่ซู่อี้เพื่อนสนิทว่า “เหมาเขาชอบฉัน”

จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ ยืนยันอย่างหนักแน่นจริงจังว่า เป็นเพราะบทกวีนี้เหมาจึงสามารถเกลี้ยกล่อมให้หยางไค่ฮุ่ยอยู่ค้างคืนกับเขาได้สำเร็จ

ทั้งยัง “นำเสนอ”อย่างค่อนข้างพิสดาร

ผนังห้องเป็นแค่ไม้กระดานแผ่นบางๆ และผู้พักอาศัยบางคนก็ส่งเสียงบ่นเมื่อทั้ง 2 ร่วมรักกันอย่างเร่าร้อน

อ้างอิงไปยัง “ผู้ที่พักอยู่ในห้องติดกันคนหนึ่ง”

อ้างถึงกฎที่ห้ามภรรยาของครูมานอนค้างในโรงเรียน แต่เหมาเป็นครูใหญ่เขาจึงเปลี่ยนกฎและเริ่มทำตัวเป็นแบบอย่างให้ภรรยาของครูมานอนค้างในโรงเรียนได้

ข้อมูล จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ ลึกอย่างยิ่ง น่าตื่นตาอย่างยิ่ง

มี ความจำเป็นต้องย้อนไปยังหนังสือ “ครอบครัวปฏิวัติของเหมาเจ๋อตง” ซึ่ง บุญศักดิ์ แสงระวี เรียบเรียงและตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2523

ตีพิมพ์ซ้ำอีกในเดือนตุลาคม 2543 พร้อมกับอุทิศ แด่ “นิตย์” เพื่อนรัก

หยางไค่ฮุ่ยในวัย 13 เริ่มรู้จักกับเหมา เมื่อได้รู้จักกันนานเข้า เหมาพอใจในเจตจำนงและคุณสมบัติอันดีงามจึงพยายามชักจูงเธอให้เข้าร่วมกลุ่มการศึกษาของเขาด้วย เธอเข้าร่วมค้นคว้าหาความรู้

เข้าร่วมการเคลื่อนไหวมวลชน ความรักได้เริ่มฟักตัวขึ้นในดวงใจของเธอ

สนิทสนมกับเหมาเป็นพิเศษ เอาบันทึกชีวิตประจำวัน บันทึกการศึกษาให้เหมาดู ขอร้องให้ช่วยเสนอความเห็นให้ ส่วนเหมาก็ให้ความช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่จะทำได้

ทั้ง 2 ต่างถนอมน้ำใจของกันและกันเป็นอันดี

ความสัมพันธ์ต่อเนื่องมาถึง 5 ปี ทั้งคู่มิได้เอ่ยปากฝากรักซึ่งกันเลยแม้สักคำเดียว แต่เวลา 5 ปีที่ไปมาหาสู่กันอยู่มิได้ขาดนั้นเพียงพอที่ต่างคนต่างรู้ความในใจของกันและกันอย่างทะลุปรุโปร่ง

นั่นคือ 5 ปีที่ฉางซา นั่นคือ 5 ปีก่อนที่หยางไค่ฮุ่ยจะย้ายตามบิดาไปปักกิ่ง

การไปปักกิ่งของเหมาเมื่อปี 1918 นอกเหนือจากการได้ทำงานร่วมกับหลี่ต้าเจา ณ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่งระยะหนึ่ง ได้รับรู้การเคลื่อนไหว อันเกี่ยวกับลัทธิมาร์กซ์เพิ่มขึ้นแล้ว

สิ่งหนึ่งก็คือการที่หยางไค่ฮุ่ยรับรู้ในความรักที่เหมามีต่อเธอ

การอำลาจากปักกิ่งมายังฉางซาจึงเสมอเป็นเพียงการแยกห่างในลักษณะที่คนหนึ่งเรียนหนังสือ อีกคนหนึ่งทำงาน

ต้นปี 1920 หลังหยางชางจี้ถึงแก่กรรม ครอบครัวหยางก็กลับฉางซา

อีก 3 เดือนต่อมา เหมาก็เดินทางกลับจากปักกิ่งผ่านเซี่ยงไฮ้มายังฉางซา ได้งานเป็นครูใหญ่โรงเรียนประถมสาธิตของวิทยาลัยครูที่หนึ่งพร้อมกันนั้นก็ดำเนินการเคลื่อนไหวทางสังคมต่อไป

ภายใต้การช่วยเหลือของหยางไค่ฮุ่ย

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของคนทั้ง 2 สุกงอมถึงขั้นที่ต่างคนต่างไม่อาจจะแยกห่างออกจากกันได้ ดังนั้น ในฤดูหนาวของปี 1920 ทั้งคู่จึงตกลงใจที่จะร่วมชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

การนำเสนอของ บุญศักดิ์ แสงระวี เน้นอย่างหนักแน่นว่า

หลังจากการสมรสแล้วหยางไค่ฮุ่ยก็ยิ่งอุทิศตนให้กับการเคลื่อนไหวปฏิวัติภายใต้การนำของเหมา เงินช่วยเหลือในการทำศพที่เพื่อนร่วมงานของบิดาในปักกิ่ง มอบให้

เธอก็ยกให้เป็นทุนการเคลื่อนไหวของเหมาไปทั้งหมด

ในระหว่างนี้เหมาได้จัดตั้งหน่วยลัทธิมาร์กซ์ขึ้นแล้วในหูหนาน และเหมาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของหน่วยลัทธิมาร์กซ์ในหูหนาน เข้าร่วมการจัดตั้งพรรคในสมัชชาผู้แทนครั้งที่ 1 ปี 1921

เหมาได้รับการแต่งตั้งจากพรรคให้เป็นผู้รับผิดชอบงานในมณฑลหูหนาน

หยางไค่ฮุ่ยสมัครเข้าพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นสมาชิกพรรครุ่นแรกสุดในปีเดียวกับที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ตั้งขึ้น

จากนั้นก็ทำงานของพรรคอยู่ในสำนักงานของพรรคประจำมณฑลหูหนาน ในฉางซา

Add a Comment

Your email address will not be published.