หนุ่ม กรรชัย เปิดใจถูก เซปิง ฟ้อง 50 ล้าน บริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

หลังจากที่ศาลรับคดี ดร.เซปิง ไชยศาสน์ ประธานโครงการศัลยกรรมความงามเฟซออฟ เป็นโจทก์ยื่น ฟ้อง หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย พิธีกรทีวีรายการโหนกระแส ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 นายภิญโญภัทร์ ชิดตะวัน ทนายความ กับผู้เสียหายเหยื่อศัลยกรรม ที่มาออกรายการทั้งหมด 6 คน เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50 ล้านบาทด้วย

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ได้ไปสัมภาษณ์ หนุ่ม กรรชัย ถึงเรื่องการคดีดังกล่าว ซึ่งหนุ่ม กรรชัย ได้เปิดใจถึงเรื่องคดีนี้ให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า

เรื่องคดี 50 ล้านที่ถูกฟ้องร้อง เรื่องราวมันเป็นมายังไง?
ต้องบอกว่า อันดับแรก โหนกระแส คือรายการเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน ผมทำรายการนี้มา ไม่ใช่แค่ฮาร์ตทอล์กอย่างเดียว ครั้งนึงเคยมีผู้เสียหายมาร้องผม เรื่องราวของศัลยกรรม

ผมก็นั่งคุยในรายการ ให้พื้นที่เขา เขาก็จะพูดในมุมของเขา เราเป็นพิธีกรก็ถามความเป็นมายังไง แล้วก็ซักถามว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นยังไง ไปแจ้งความรึยัง แล้วเขาทำคุณแบบไหนยังไง

เราก็ถามไปตามเนื้อหาที่เราจำเป็นต้องถาม พอเสร็จแล้ว ผมเชื่อว่าการสัมภาษณ์ครั้งนั้นมันอาจจะมีผลพวงไปทำให้คุณเซปิงไม่สบายใจ เพราะฉะนั้นในเมื่อคุณเซปิงเขารู้สึกไม่สบายใจ ก็มีสิทธิ์ที่จะไปเรียกร้องความเป็นธรรม มันเป็นสิทธิ์ของเขาอยู่แล้ว

และที่สำคัญที่สุด ระบบกฎหมายอาญาในประเทศไทยคือระบบของการกล่าวหาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น คุณเซปิงเขาก็ไปยื่นต่อศาลอาญาว่ามันมีการหมิ่นประมาทเกิดขึ้น และเมื่อศาลรับมาก็ต้องไต่สวนมูลฟ้อง นี่คืออันดับแรก

ไต่สวนมูลฟ้องคืออะไร มันคือผมและผู้เสียหายทั้ง 6 คน หรือที่เรียกว่า จำเลย ที่ถูกบอกว่าเป็นคนไปหมิ่น ทั้งหมดรวมผมด้วยเป็น 7 คน จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริง

แต่บังเอิญว่ากฎหมายของประเทศไทยในมุมของทางศาล ในอันดับแรกไต่สวนมูลฟ้อง เขาจะให้โจทก์ ก็คือ ดร.เซปิง นี่แหละ เป็นคนเบิกคำให้การคนเดียว เบิกความคนเดียว เพราะเขาเป็นโจทก์

เขาก็จะเอาเรื่องทั้งหมดไปพูดในชั้นศาลว่า เขาได้รับความเสียหายยังไบ้าง เขาถูกหมิ่นประมาทยังไงบ้าง อันนี้ผมพูดแบบกว้างๆ ให้ได้ฟังข้อเท็จจริง ว่าระบบของการดำเนินงานในศาลเป็นยังไง คนจะได้เข้าใจ

ไต่สวนมูลฟ้องก็เป็นอันดับแรกของการที่จะมีการเรียกตัวโจทก์ ก็คือคนที่ไปฟ้อง มาเพื่อที่จะเบิกความข้อเท็จจริงในมุมของโจทก์เป็นยังไง คุณถูกเขาพูดหมิ่นยังไง

ในมุมของผมและคนอื่นๆ ที่มาออกรายการ ก็จะต้องส่งทนายเข้าไปเพื่อถามค้านว่าเป็นยังไง แต่ผมกับคนอื่นๆ จะไม่มีโอกาสเข้าไปคุยในศาล เพราะอย่างที่บอกไป ขั้นแรกในการไต่สวนมูลฟ้อง ทางหลักกฎหมายเราจะเปิดให้แค่เฉพาะโจทก์ที่ไปฟ้องเท่านั้นในการเบิกความ ส่วนจำเลยจะยังไม่อยู่ในชั้นนี้

ถ้าศาลท่านพินิจพิจารณาดูแล้วเห็นว่าคดีนี้ควรจะต้องมีการสืบต่อ ท่านก็จะดันขึ้นไปในอยู่ในชั้นาของพิจารณา ก็เป็นการรับเอาไว้พิจารณา พอรับเอาไว้ ครั้งนี้ผมก็จะต้องไปประกันตัว เพราะว่าจะตกเป็นจำเลย แต่ยังไม่เป็นความผิดนะ เป็นแค่จำเลยเฉยๆ ว่าจะมีความผิดหรือไม่มีความผิด ต้องรอไปพิสูจน์ทราบอีกที

เพราะฉะนั้นขั้นตอนต่อไป ก็คือสู่ชั้นพิจารณา ผมก็จะต้องขึ้นไปให้ปากคำกับศาลว่า เราไม่ได้หมิ่นประมาทยังไง มันมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็ไปนำสืบว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ผมจะขึ้นศาลและพูดให้ศาลฟังว่า มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราไม่ได้หมิ่นยังไง เท่านั้นเอง

แต่พอข่าวออกมาแบบนี้ บางคนก็จะเข้าใจว่า ผมแพ้แล้ว ผมผิด ซึ่งไม่ใช่ เรายังไม่ผิด ศาลท่านยังไม่ได้ตัดสิน ศาลท่านยังไม่ได้พิจารณา ท่านยังไม่ได้พิพากษา เพียงแต่ว่าท่านรับ รับเรื่องที่ทางคุณเซปิงไปยื่นเรื่องต่อศาลแล้วมีการสอบขั้นแรกไปแล้ว สอบคุณเซปิงไปแล้ว ท่านเห็นว่าสมควรเข้าสู่ขั้นพิจารณา และเรียกจำเลยทั้งหมดให้การเท่านั้นเอง เรื่องมีอยู่แค่นี้

หนักใจหรือเครียดมั้ย เพราะจำนวนเงินสูงถึง 50 ล้าน?
คือก็ฟ้องรวมทั้ง 7 คน แต่สำหรับผมไม่ได้หนักใจ เพราะผมบริสุทธิ์ใจในการทำงาน ไม่ได้หนักใจอะไร

โอกาสที่จะชนะคดีมีมากแค่ไหน?
อันนี้ผมตอบไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นดุลยพินิจของศาล แต่ว่าตอนหมายศาลมาก็รับรู้ คือเราทำงานทางด้านนี้เรารู้อยู่แล้วว่ามันจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ้าง

แต่ว่าผมก็บริสุทธิ์ใจในการทำงาน และไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ หรือว่าไปเกลียดแค้นทางอีกฝั่งนึงอยู่แล้ว ไม่มี เพราะว่าผมไม่ได้รู้จักเขา ผมจะไปจงเกลียดจงชังเขาไม่ได้ ตอนนี้ก็รอเวลาไปขึ้นศาล แต่จะเมื่อไรก็รอทางศาลนัดอีกทีนึงครับ

เรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันก็ว่าไปตามตัวบทกฎหมาย คุณเซปิงเขาก็มีสิทธิ์อยู่แล้วในการไปร้องศาล เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ในมุมของเราก็มีหน้าที่ไปชี้แจงต่อศาลว่าเราไม่ได้หมิ่นประมาทยังไงบ้าง เท่านั้นเอง เรื่องมีอยู่แค่นี้ สุดท้ายถ้าศาลพินิจพิจารณาแล้วว่าเราผิด ก็ไปว่าในขั้นตอนต่อไป ทุกอย่างเป็นดุลยพินิจของศาล.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *