เปิดลิสต์วัคซีนโควิด-19 7ประเทศรับแล้วจาก3บริษัทดัง

พาสำรวจรอบโลก ในสถานการณ์โควิด-19 ได้รับวัคซีนไปแล้ว 7 ประเทศ จำนวนกว่า 2.1 ล้านคน หลังแพร่ระบาดตั้งแต่ต้นปี63 จนคร่าชีวิตชาวโลกแล้วกว่า 1.71 ล้านราย!

จากกรณีศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แถลงรายงานผู้ติดเชื้อโควิด19 รายใหม่ ในวันที่ 23 ธ.ค. รายใหม่เพิ่ม 46 ราย เป็นการเดินทางมาจากต่างประเทศและเข้ากักกัน 7 ราย ติดเชื้อในประเทศ 39 ราย และติดเชื้อในแรงงานต่างด้าวโดยการคัดกรองเชิงรุกพบ 0 ราย (อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล) หายป่วยเพิ่ม 17 ราย ไม่มีเสียชีวิตเพิ่ม ผู้ป่วยยืนยันสะสมรวม 5,762 ราย รักษาหายรวม 4,095 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 1,607 ราย เสียชีวิตรวม 60 ราย

แต่หากค้นดูสถิติของผู้ป่วยโควิดทุกประเทศทั่วโลกแล้ว จะพบว่ามีผู้ติดเชื้อรวม 77.9 ล้านราย หายแล้ว 43.9 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิตถึง 1.71 ล้านราย โดยหากย้อนดูข้อมูล จะพบว่าในขณะนี้ มี 3 บริษัทในโลกที่ได่รับการยอมรับ สามารถผลิตวัคซีนเพื่อฉีดให้กับประชาชนไปแล้วกว่า 2.1 ล้านคน ใน 7 ประเทศ

วัคซีนโควิด จาก 3 บริษัทดัง

“BNT162b2” โดย ไฟเซอร์-BioNTech 
เกิดจากความร่วมมือของบริษัท Pfizer กับบริษัท BioNTech SE เพื่อร่วมกันพัฒนาวัคซีนโควิด-19 “BNT162” โดยจะต่อยอดการใช้เทคโนโลยี Messenger RNA (mRNA) ของ BioNTech จากการต้านมะเร็ง มาใช้ต้านโควิด-19 แทน โดยวัคซีนชนิด mRNA จะบรรจุพันธุกรรมที่สร้างโปรตีนโคโรนาไวรัสที่เรียกว่า โปรตีนหนาม เมื่อฉีดเข้าไปในเซลล์ วัคซีนจะทำให้เซลล์สร้างโปรตีนขัดขวางซึ่งจะถูกปล่อยเข้าสู่ร่างกายและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้จดจำการสร้างโปรตีนที่ใช้ในการขัดขวางเชื้อโควิด-19

ทีมวิจัยรายงานพบหลักฐานว่า วัคซีน BNT162 สามารถต้านเชื้อโควิด-19 ได้ในอาสาสมัครที่ไม่เคยและไม่มีเชื้อในร่างกายจำนวน 43,538 คน การวิเคราะห์ประสิทธิภาพนี้ดำเนินการโดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลอิสระ (DMC) ทำให้ อังกฤษ เป็นประเทศแรกที่นำวัคซีนโควิด-19 ไฟเซอร์มาฉีดจริง โดย มาร์กาเร็ต คีแนน (Margaret Keenan) หญิงวัย 90 ปี เป็นชาวอังกฤษคนแรกที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ (Pfizer) หลังจากระบบบริการสาธารณสุขอังกฤษ (NHS) ได้อนุมัติให้ใช้ และเริ่มฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยงเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. เป็นวันแรก โดยเรียกว่าเป็น “วันวีเดย์ (V-Day)”

หลังจากนั้นเพียง 1 สัปดาห์ วัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ และ BioNTech เดินทางถึง สหรัฐอเมริกา ทำให้ วันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา ประชาชนชาวอเมริกันทยอยได้รับวัคซีน โดยคนแรกที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ไฟเซอร์ในสหรัฐอเมริกาคือ พยาบาลประจำแผนกผู้ป่วยหนัก แซนดรา ลินด์เซย์ (Sandra Lindsay) ซึ่งทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยโควิด-19 มานานหลายเดือน เป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงโควิด-19 ที่ต้องได้รับวัคซีนโควิด-19 และล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา สิงคโปร์ เพิ่งได้รับวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ลอตแรกไปเป็นที่เรียบร้อย รวมไปถึง ประเทศแคนาดา ก็ได้อนุมัติให้มีการฉีดวัคซีนแล้วเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม มีการประกาศเตือนจากสาธารณสุขอังกฤษว่า ผู้ที่มี “ประวัติอาการแพ้รุนแรง (เช่น Anaphylaxis)” ไม่ควรได้รับวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ หลังพบผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ไฟเซอร์แล้วเกิดอาการแพ้ในอังกฤษและในสหรัฐอเมริกา ซึ่งก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่า ในผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ไฟเซอร์ 100 ล้านคน อาจมีผู้แสดงอาการแพ้ 50,000-100,000 คน

วัคซีนโควิด-19 “mRNA-1273” โดย โมเดอร์นา
หลังจากที่ประเทศจีนเผยแพร่ข้อมูลลำดับพันธุกรรมเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โมเดอร์นาได้เริ่มพัฒนาวัคซีนด้วยเทคโนโลยี mRNA (messenger RNA) เทคโนโลยีเดียวกับที่ไฟเซอร์ใช้ในการพัฒนาวัคซีน BNT162 โดยจากการทดสอบทางคลินิกในอาสาสมัครกว่า 30,000 คน พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพียง 95 คน โดยอยู่ในกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (Placebo) 90 คน ในกลุ่มที่ได้รับการฉีดวัคซีน 2 โด๊ส 5 คน ส่งผลให้ประสิทธิภาพของวัคซีน mRNA-1273 โดยประมาณอยู่ที่ 94.5% 

วัคซีนของโมเดอร์นาได้รับการรับรองว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงถึง 94 เปอร์เซ็นต์ สามารถจัดเก็บไว้ได้ในอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงกับอุณหภูมิตู้แช่แข็งทั่วไป ต่างจากวัคซีนของไฟเซอร์-BioNTech ที่ต้องแช่ไว้ในอุณหภูมิเย็นจัดราว -75 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดความยุ่งยากต่อการขนส่ง และล่าสุด สหรัฐอเมริกาเพิ่งอนุมัติให้ใช้วัคซีน “mRNA-1273” ในการให้บริการกลุ่มเสี่ยงได้เป็นตัวที่สองของประเทศต่อจากวัคซีนโควิด-19 ไฟเซอร์

วัคซีนโควิด-19 “AZD1222” โดย แอสตราเซเนกา-ม.ออกซฟอร์ด
ผลการทดสอบวัคซีนโควิด-19 “AZD1222” ที่พัฒนาโดยแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดของอังกฤษ พบว่ามีความสามารถในการป้องกันโควิด-19 “สูง” ทำให้มีนักวิเคราะห์มองว่า วัคซีนโควิด-19 ตัวนี้อาจมีข้อได้เปรียบบางอย่างที่วัคซีนโควิด-19 สองตัวก่อนหน้าไม่มี โดยเฉพาะเรื่องของราคาและการขนส่งโลจิสติกส์

ผลการทดลองทางคลินิกเฟส 3 เบื้องต้น พบว่า วัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา-ออกซฟอร์ดมีประสิทธิภาพเฉลี่ย 70% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 นักวิจัยกล่าวว่า ตัวเลขนี้อาจสูงถึง 90% หากปรับขนาดยา แต่ผลโดยรวมแสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ชนิดนี้ต่ำกว่าวัคซีนอื่น ๆ เล็กน้อย เช่น วัคซีนของไฟเซอร์มีประสิทธิภาพมากกว่า 90% ส่วนของโมเดอร์นามีประสิทธิภาพ 94.5%

ส่วนประเทศอื่นๆ รวมถึง อิสราเอล ได้เริ่มฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนแล้ว ขณะที่ จีน และ รัสเซีย ได้อนุมัติใช้วัคซีนของตนเองตั้งแต่เดือน ก.ค.และ ส.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะได้รับการทดลองอย่างสมบูรณ์ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศได้ฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนไปแล้วหลายแสนคน

Add a Comment

Your email address will not be published.