เพียงดาว โอสถาภิรัตน์: คนรุ่นใหม่กับรัฐสวัสดิการ…ในประเทศที่ความฝันมีราคาแพง

กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล สัมภาษณ์/เรียบเรียง

พอพูดถึงรัฐสวัสดิการ เรามักนึกถึงสวัสดิการรักษาพยาบาลทั้ง 3 กองทุน การศึกษา (ที่ไม่) ฟรี (จริง) เงินประกันการตกงาน เบี้ยเลี้ยงเด็ก เบี้ยเลี้ยงคนชรา หรือกระทั่งบำนาญข้าราชการ เป็นต้น ซึ่งเมื่อเทียบกันระว่างเบี้ยเลี้ยงคนชราและบำนาญข้าราชการ เราจะเห็นความแตกต่างชัดเจน

ตัวอย่างที่ยกมา บางอย่างเป็นรัฐสวัสดิการ บางอย่างก็ยังเรียกได้ไม่เต็มปากหรืออาจเรียกว่ารัฐสงเคราะห์

เพียงดาว โอสถาภิรัตน์ เยาวชนอาสารักยิ้ม นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คนรุ่นใหม่ที่กำลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอยู่ตรงไหนในสมการของรัฐสวัสดิการ บางคนอาจจะตอบว่าอยู่ที่การศึกษา ไม่ผิด ในมุมของเพียงดาว โอสถาภิรัตน์ เยาวชนอาสารักยิ้ม นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องการศึกษาดูจะใกล้ตัวที่สุด แต่มันมากกว่านั้น เพราะทุกตัวอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่อย่างเธอ มันคืออิสรภาพ ทางเลือก โอกาส ความเป็นไปได้ และการทดลองใช้ชีวิต

ถ้าสายป่านไม่ยาวพอ ทุกอย่างที่พูดมาจะล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา แค่สิทธิที่จะฝันก็ยังไม่กล้า เพราะประเทศนี้ความฝันมีราคาแพงเหลือเกิน

จากงานอาสาถึงรัฐสวัสดิการ
เพียงดาวทำงานกับกลุ่มรักยิ้ม เป็นกลุ่มเยาวชนอาสาที่ทำงานอยู่กับย่านเมืองเก่าบริเวณสามแพร่ง มันทำให้เธอสังเกตเห็นชุมชนที่แก่ตัวลงพร้อมกับผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น ขณะที่เด็กๆ และคนวัยทำงานย้ายออกไปไกลบ้าน บวกกับที่เธอสนใจการเมือง ความคิดกึ่งคำถามจึงเกิดขึ้นว่าถ้ามีรัฐสวัสดิการที่ดี ผู้สูงอายเหล่านี้น่าจะอยู่ได้อย่างสบาย ไม่ต้องมารอเงินจากลูกหลาน

“ถ้ามองรัฐสวัสดิการแบบครบวงจรทั้งหมด เรารู้สึกว่ารัฐสวัสดิการมีบทบาทในการดูแลคนตั้งแต่เกิดจนตาย คนรุ่นใหม่ก็จะได้รับโอกาสจากรัฐสวัสดิการ เช่น เงินอุดหนุนการเรียนหรือเงินที่จะทำให้เราเรียนได้โดยไม่ต้องไปทำงาน เพราะมีเด็กไทยหลายคนมากที่เงินไม่พอจ่ายค่าเรียน ทำให้เรารู้สึกว่าถ้ามีรัฐสวัสดิการที่ดีมันอาจจะไม่ต้องเป็นภาระพ่อแม่ทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวเองอาจซัพพอร์ตตัวเองได้จากเงินที่รัฐบาลสนับสนุน ถ้ามันมีประสิทธิภาพหรือว่าเพียงพอ เราคิดว่าเด็กๆ ก็น่าจะมีเวลาในชีวิตเยอะขึ้น รู้ว่าเราจะทำอะไรดี อยากทำอะไรได้ มีเวลาค้นหาตัวเอง”

ปัจจุบัน เพียงดาวร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันบำนาญแห่งชาติ ไม่ใช่แค่ประเด็นคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุหรอก มันเชื่อมโยงถึงคนรุ่นใหม่อย่างเธอชนิดแยกไม่ขาด เพราะมันจะช่วยให้คนวัยเดียวกับเธอไม่ต้องกังวลกับอนาคตจนเกินไป ยังไม่นับว่าสังคมไทยปลูกฝังค่านิยมความกตัญญูกระทั่งความกตัญญูกลายเป็นปัญหา
ในประเทศที่ความฝันมีราคาแพง
การศึกษาในประเทศจึงเป็นเรื่องของคนที่มีสายป่านยาว ซึ่งเพียงดาวคิดว่ามันไม่ควรเป็นแบบนั้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตระหว่าง ม.6 กับมหาวิทยาลัย รัฐควรสนับสนุนคนรุ่นใหม่อย่างเต็มที่ มันไม่คุ้มกับการสูญเสียโอกาสและความเป็นไปได้มากมายเพียงเพราะสังคมตัดทางเลือกของพวกเขา

“เหมือนกับว่าทั้งรัฐบาลและกระทรวงศึกษาฯ ไม่เชื่อในตัวเด็กว่าเราจะเป็นอะไรไปได้มากกว่าที่เขาคิด เราเชื่อมากว่าถ้ารัฐบาลเชื่อในความเป็นไปได้ของประชาชน เขาจะต้องซัพพอร์ตสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า เพื่อให้ประเทศมีความเป็นไปได้ใหม่ๆ แต่ตอนนี้เขาไม่เชื่อ เขามองว่าก็คุณไม่มีเงินส่งเสียตัวเองได้หรือพ่อแม่คุณทำงานไม่ดี เลยทำให้ลูกคุณไม่มีโอกาสได้เลือกคณะที่ลูกคุณอยากเรียนก็เป็นปัญหาของพ่อแม่ ถ้ามาถึงตรงนี้แล้วคุณไปต่อไม่ได้นั่นก็เป็นปัญหาของคุณ เชิญไปดูแลตัวเอง ซึ่งเรามองว่ามันมีความเป็นไปได้อยู่ในตัวทุกคนที่น่าลงทุน”

มันทำให้เธอได้ข้อสรุปว่า

“ประเทศนี้ความฝันมีราคาแพง” แพงเกินกว่าที่ใครๆ หลายคนจะกล้าฝัน

เอาล่ะ มาถึงตรงนี้คุณอาจคิดว่าเป็นเพียงการบ่นของคนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่ไม่เข้าใจโลกที่ ‘ผู้ใหญ่สมัยนี้’ ชอบปรามาส เป็นการพูดแบบไม่มีข้อมูลรองรับ

แต่หากไม่หลับตา สิ่งที่เราเห็นชัดเจนคือความฝันของเพียงดาว เป็นความฝันที่รู้ว่ายากจะบรรลุในรัฐที่ไม่มีฐานคิดเรื่องการดูแลประชาชนเท่าที่ควร เป็นความกล้าฝันในประเทศที่ความฝันมีราคาแพง และเธออยากทำให้มันถูกลงสำหรับทุกคน

Add a Comment

Your email address will not be published.