เพื่อไทย แนะ บิ๊กตู่ “คนละครึ่ง” กู้มาแจก แก้ปัญหาระยะสั้น แต่ประชาชนแบกภาระหนี้

เพื่อไทย แนะ รัฐบาลบิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โครงการ “คนละครึ่ง” กู้มาแจก แก้ปัญหาระยะสั้น แต่ประชาชนแบกรับภาระหนี้สิน

วันที่ 29 ธ.ค.2563 นางสาวจิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษก และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงโครงการ “คนละครึ่ง” ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการระยะสั้น ที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในช่วงวิกฤตโควิด-19 ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังไม่ใช่มาตรการที่จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักได้อย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่กำลังจะถูกซ้ำเติมจากการแพร่ระบาดของโควิด19 ระลอกใหม่ ที่ผ่านมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์แก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยการแจกเงินมาโดยตลอด รวมถึงโครงการ “คนละครึ่ง” ที่แม้จะปรับเปลี่ยนรูปแบบไปบ้าง แต่ยังเป็นการแจกเงินที่ไม่แตกต่างกับนโยบายก่อนหน้านี้ของรัฐบาล มิหนำซ้ำยังเปิดสิทธิให้ลงทะเบียนอย่างจำกัด ทำให้ประชาชนต้องแย่งชิงกัน

ทั้งๆ ที่เงินที่เอามาแจกนั้น เป็นเงินที่ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้ร่วมกัน ซึ่งทุกคนที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข ควรจะมีสิทธิลงทะเบียนได้อย่างเท่าเทียม ไม่ควรทำเหมือนโปรโมชั่นส่งเสริมการขายตามห้างสรรพสินค้า ที่ต้องจัดนาทีทองให้ประชาชนแย่งชิงกันเพื่อสร้างความนิยม และนำมาอวดอ้างภายหลังว่า โครงการประสบความสำเร็จ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 รัฐบาลได้ขอให้สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติการออก พ.ร.ก. เยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 จำนวน 1.9 ล้านล้านบาท

โดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะนี้ผ่านมาเกือบ 7 เดือนแล้ว ปรากฏว่าในส่วนเงินสำหรับใช้ฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจและสังคม จำนวน 400,000 ล้านบาท ขณะนี้มีการอนุมัติไปแค่ราว 120,000 ล้านบาท แสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของ “รัฐบาล Very กู้” ที่กู้โดยไม่มีแผนรองรับอย่างเป็นระบบ ทำให้ออกมาตรการล่าช้าและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

นอกจากนี้ โครงการ “คนละครึ่ง” ได้ให้สิทธิ 3,500 บาท ต่อคน ต่อ 3 เดือน หรือเฉลี่ย 38.8 บาท ต่อคนต่อวัน รวมทั้ง 2 เฟสใช้วงเงินงบประมาณราว 61,250 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินของประชาชนอีกครึ่งหนึ่งคือ 61,250 ล้านบาท จะมีเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจประมาณ 125,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่า GDP ของประเทศไทยจำนวน 15.6 ล้านล้านบาท จะเห็นได้ว่าโครงการนี้เป็นเพียงโครงการเสริมระยะสั้นไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาคนตกงาน โดยปัจจุบันมีคนว่างงานอยู่เกือบ 800,000 คน และมีอีกไม่น้อยที่เสี่ยงจะตกงานจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ รวมทั้งยังมีบัณฑิตจบใหม่ที่จะหางานยากหรืออาจจะหาไม่ได้เลยอีกเกือบ 600,000 คน นอกจากนี้ การแจกเงินในลักษณะยังไม่ได้ช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กอยู่ได้ และไม่ได้ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

“ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ มาตรการเสริมระยะสั้นเป็นเพียงการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบได้ หากยังเน้นเพียงมาตรการเสริมแบบนี้ เมื่อมีโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่อีก รัฐบาลก็ต้องแจกไม่มีที่สิ้นสุด ถึงวันหนึ่งรัฐบาลจะไม่มีเงินพอที่จะออกมาตรการเพื่อปฏิรูประบบเศรษฐกิจ และหนี้จำนวน 1 ล้านล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยก็จะกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” นางสาวจิราพร กล่าว

Add a Comment

Your email address will not be published.