แฉนักเตะบราซิล จ่อแห่มาไทย สโมสรบุรีรัมย์ แบ๊ะๆเซอร์เบีย โลกติด 18 ล้าน

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ไทยยังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 มาจากต่างประเทศต่อเนื่อง ล่าสุดเจออีก 5 คนไทยกลับจาก 5 ประเทศ ติดเชื้อแบบไม่มีอาการ โดยมีสาวกลับจากบาเรนห์ เคยป่วยเมื่อสองเดือนก่อน กลับมาพบเชื้ออีก ด้าน ผอ. รพ.บุรีรัมย์ แจงความคืบหน้าแข้งเซอร์เบีย ยังไม่แสดงอาการป่วย ขณะเดียวกัน พบยังมีนักเตะจากต่างแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบราซิลจ่อร่วมทีมในไทยลีกอีกเพียบ ด้าน ผอ.ศูนย์อีโอซี ดอนเมือง ยันคุมเข้ม ไม่ยอมให้ใครแหกกฎแน่นอน ขณะที่ทั่วโลกยังหนัก ติดเชื้อวันเดียวกว่า 2 แสน ทำให้ยอดรวมติดเชื้อทะลุกว่า 18 ล้านคน ตายเกือบ 7 แสนคน

ไทยยังคงพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่เดินทางกลับมาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยพบผู้เคยติดเชื้อมาก่อนหน้า กลับมาติดเชื้อซ้ำ ขณะที่ยังไม่พบการติดเชื้อภายในประเทศแต่อย่างใด

ไทยจาก ตปท.ติดโควิด 5 ราย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 เผยแพร่สถานการณ์การติดเชื้อในประเทศไทยว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 5 ราย อยู่ในสถานที่กักตัวของรัฐ ไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศ ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 3,317 ราย หายป่วยสะสม 3,142 ราย ยอดผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย โดยผู้ป่วยที่พบใหม่ รายแรก เป็น นศ.ชายไทย อายุ 21 ปี เดินทางมาจากประเทศรัสเซีย ถึงไทยวันที่ 20 ก.ค.เข้าพักในสถานที่กับตัวของรัฐใน กทม. ผลตรวจพบเชื้อโควิด-19 วันที่ 31 ก.ค. รายที่ 2 เป็นชายไทย อายุ 25 ปี เดินทางมาจากอินโดนีเซียถึงไทยวันที่ 20 ก.ค. เข้าพักในสถานที่กักตัวของรัฐที่ จ.ชลบุรี โดยพบผู้ติดเชื้อในเที่ยวบินเดียวกันกับผู้ป่วย 3 ราย ก่อนหน้านี้ ตรวจครั้งที่ 1 ในวันที่ 23 ก.ค. ไม่พบเชื้อ ตรวจครั้งที่ 2 วันที่ 31 ก.ค. พบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ

สาวกลับจากบาห์เรนป่วยซ้ำ

รายที่ 3 เป็นหญิงไทย อายุ 31 ปี เดินทางมาจากบาห์เรน ถึงไทยวันที่ 19 ก.ค. เข้าพักในสถานที่กักตัวของรัฐที่ จ.ชลบุรี โดยพบผู้ติดเชื้อในเที่ยวบินเดียวกันกับผู้ป่วย 1 รายก่อนหน้านี้ และจากการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 วันที่ 24 ก.ค. ผลตรวจไม่พบเชื้อ ตรวจครั้งที่ 2 วันที่ 31 ก.ค.ผลตรวจพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ ซึ่งผู้ป่วยรายนี้เคยมีประวัติป่วยเป็นโควิด-19 เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา รอสอบสวนเพิ่มเติม สำหรับรายที่ 4 เป็นชายไทย อายุ 37 ปี เดินทางมาจากประเทศเยอรมนีถึงไทย วันที่ 27 ก.ค.เข้าพักในสถานที่กักตัวของรัฐที่ จ.ชลบุรี ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 วันที่ 31 ก.ค. ผลตรวจพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ และผู้ป่วยรายที่ 5 เป็นหญิงไทย อายุ 47 ปี เดินทางมาจากญี่ปุ่นถึงไทยวันที่ 29 ก.ค.เข้าพักในสถานที่กักตัวของรัฐที่ จ.ชลบุรี ตรวจครั้งที่ 1 วัน ที่ 31 ก.ค. ผลตรวจพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก ยอดผู้ติดเชื้อรวม 18,011,845 ราย เสียชีวิต 688,683 ราย ขณะที่ในวันเดียวกันนี้มีคนไทยที่ตกค้างในต่างประเทศเดินทางกลับเข้าไทย 490 ราย โดยมาทางเครื่องบิน 4 เที่ยวบิน จำนวน 385 ราย และเดินทางผ่านจุดผ่านแดนทางบก 105 ราย

นักเตะเซอร์เบียยังไม่มีอาการ

สำหรับความคืบหน้าอาการป่วยของนักฟุตบอลชาวเซอร์เบีย นพ.ภูวดล กิตติวัฒนาสาร ผอ.รพ.บุรีรัมย์ เปิดเผยอาการป่วยของนักฟุตบอลชาวเซอร์เบีย อายุ 29 ปี ผู้ติดเชื้อยืนยันรายใหม่ จ.บุรีรัมย์ ว่า ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในห้องความดันลบ รพ.บุรีรัมย์ ขณะนี้ยังไม่มีอาการไข้ ไม่ไอ และไม่มีน้ำมูก แต่ยังคงต้องรักษาตัวเพื่อทำการตรวจหาเชื้อซ้ำ ในการแยกกักตัวครั้งนี้ได้ดำเนินการดูแลผู้กักตัวในสถานที่กักตัว ซึ่งทางราชการกำหนด โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยโดยชุดปฏิบัติการ EOc จังหวัดบุรีรัมย์ตลอด 24 ชั่งโมงตามมาตรฐานที่กำหนด ส่วนผู้ที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันกับผู้ป่วยยังคงกักตัวตามมาตรการ และมีการติดตามอาการไข้ และอาการทางเดินหายใจทุกวัน พบว่าทั้ง 2 ราย ไม่มีไข้ และไม่มีอาการผิดปกติใดๆ โดยทางจังหวัดยืนยันว่าประชาชนพี่น้องชาวจังหวัดบุรีรัมย์จะปลอดภัยอย่างแน่นอนเนื่องจากผู้ป่วยได้ถูกกักตัวตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด

สโมสรต้นสังกัดปิดปากเงียบ

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนักเตะชาวเซอร์เบีย ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีม “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และอยู่ระหว่างกักตัว หลังถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 และรักษาตัวใน รพ.บุรีรัมย์ นั้น จนถึงขณะนี้ ในส่วนของสโมสรบุรีรัมย์ฯ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆออกมาแต่อย่างใด

ยันตรวจเชื้อก่อนเปิดสนามไทยลีก

ขณะที่นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล รองประธานบริษัท ไทยลีก จำกัด กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯได้เปิดให้สโมสรส่งรายชื่อนักเตะต่างชาติที่จะเข้าประเทศไทย เพื่อที่จะรวบรวมส่งให้กระทรวงการต่างประเทศ ก่อนส่งให้สถานทูตไทยในประเทศต่างๆ จากนั้นเป็นหน้าที่ของสโมสรที่ต้องไปจัดการเรื่องการจองที่พักสำหรับกักตัว เพราะฉะนั้นนักเตะต่างชาติเมื่อเข้ามาจะอยู่ภายใต้มาตรการเฝ้าระวังทางมาตรการสาธารณสุข ส่วน ไทยลีก มีการตรวจเชื้อโควิด-19 ก่อนการแข่งขันไทยลีก ที่จะกลับมาเริ่มในวันที่ 12 ก.ย.นี้

อิมพอร์ตแข้งบราซิลมาเพียบ

ด้านนายอดุลย์ นิยมสมาน รองประธานสโมสรระยอง เอฟซี กล่าวว่า สโมสรอยู่ระหว่างการประสานนำนักเตะต่างชาติตัวใหม่ชาวบราซิล 2 คนเข้าประเทศ ซึ่งล่าสุดเราสามารถหาบริษัทที่ทำประกันโควิด-19 ให้กับนักเตะเหล่านี้ได้แล้ว เหลือขั้นตอนการหาเที่ยวบินเข้าไทย แต่นักเตะต้องตรวจโควิด-19 ก่อนเดินทาง 72 ชั่วโมง เมื่อมาถึงต้องตรวจอีกรอบและเข้าพักสถานที่กักตัวของรัฐใน จ.ระยองด้วย ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนักเตะชาวบราซิลที่ค้าแข้งอยู่ใน “โตโยต้า ไทยลีก” ลีกสูงสุด ของไทย มีนักเตะชาวบราซิลเกือบ 30 คน ส่วนหนึ่งยังอยู่ในไทยตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด-19 ส่วนหนึ่งที่กลับบ้านเกิด และได้กลับเข้าไทยแล้วอยู่ระหว่างกักตัว อีกส่วนยังอยู่ระหว่างประสานเข้าประเทศ

ย้ำไม่ปล่อยให้ใครฝ่าฝืนกฎ

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน(EMERGENCY OPERATION CENTER:EOC) ท่าอากาศยานดอนเมือง กล่าวถึงกรณีนักฟุตบอลเซอร์เบียติดเชื้อโควิด-19 ว่า นักฟุตบอลรายนี้เดินทางเข้าไทยด้วยเครื่องบินเหมาลำ เมื่อมาถึงไทยก็ลงที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติ และได้รับการคัดกรองตามระบบปกติทุกอย่าง โดยจากการตรวจหาเชื้อของนักฟุตบอลรายดังกล่าว ที่สนามบินดอนเมืองนั้นไม่พบเชื้อ และมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ทางท่าอากาศยานดอนเมืองจึงอนุญาตให้ต่อเครื่องบิน ซึ่งเป็นเครื่องบินเหมาลำของทางบุรีรัมย์ และไปอยู่ในสถานที่กักกันซึ่งมีการประสานความร่วมมือกันกับโรงพยาบาลตามระบบ และมีการตรวจหาเชื้อจนพบว่านักฟุตบอลรายนี้ติดโรคโควิด-19

“กรณีของนักฟุตบอลรายนี้ถือว่าปฏิบัติตามกฎทุกอย่าง มีการตรวจคัดกรอง แยกกักตัวอย่างไร ก็ตามขอย้ำว่าที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองนั้นทุกรายที่เดินทางมาจากต่างประเทศต้องปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ไม่ปล่อยให้มีการฝ่าฝืนอย่างแน่นอน” นพ.สุระกล่าว

ออสซี–อินเดียตบเท้าเข้าไทย

ส่วนที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตลอดวันที่ 2 ส.ค.คนไทยที่ตกค้างอยู่ในต่างประเทศและชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเวลา 15.45 น. สายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK2510 นำคนไทยในออสเตรเลีย จำนวน 243 คน พร้อมด้วยชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในประเทศไทยทั้งออสเตรเลีย อินเดีย อังกฤษ และจีน จำนวน 38 คน รวม 281 คน เดินทางเข้าไทย ในจำนวนนี้พบคนไทยมีไข้ 3 คน ต่อด้วยเวลา 16.55 น.สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ SQ976 นำ 92 คนไทยในสิงคโปร์ พร้อมด้วยนักธุรกิจญี่ปุ่น 1 คน รวม 93 คน เดินทางถึงไทย จากนั้นเวลา 17.15 น. สายการบินแอร์อินเดีย เที่ยวบินที่ AI340 นำคนไทยจากเมืองมุมไบและเมืองใกล้เคียงในอินเดีย จำนวน 13 คน พร้อมด้วยนักธุรกิจชาวอินเดีย 26 คน และชาวแอฟริกาใต้ 1 คน เข้าประเทศ และเวลา 19.00 น. สายการบินแอโรฟลอต เที่ยวบินที่ SU270 นำ 34 คนไทยในรัสเซีย พร้อมด้วยนักธุรกิจชาวรัสเซีย 12 คน รวม 46 คน เดินทางเข้าไทย ซึ่งเมื่อผ่านด่านคัดกรองโรค หากพบมีไข้จะถูกส่งตัวไป รพ.ใน จ.สมุทรปราการ ทันที ส่วนที่เหลือจะถูกส่งไปในสถานที่กักตัวของรัฐและสถานที่กักตัวทางเลือกที่รัฐกำหนดทั้งใน กทม. สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี และชลบุรี

“วิโรจน์” จวก ทบ.พาคนไปติดโรค

วันเดียวกัน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีกองทัพบกได้ส่งกองร้อยทหารราบ RTA Combat Team กำลังผสมจากกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 ไปยังเมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวายสหรัฐ– อเมริกา เมื่อวันที่ 1 ก.ค. และได้รับการยืนยันในวันที่ 29 ก.ค.ว่าติดเชื้อโควิด-19 กลับมา 9 รายว่า ทั้งที่รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีไว้ชัดเจนว่าให้ปรับแผนการเดินทางไปศึกษาดูงาน ประชุมสัมมนา อบรม ต่างประเทศ เอางบประมาณมาใช้แก้ปัญหาโควิด-19 และให้ระงับการเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยง รวมถึงให้ปรับลดงบฯค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ รวมถึงการศึกษาดูงานในต่างประเทศที่อยู่ในหลักสูตรการฝึกอบรม แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นแล้วว่ากองทัพบกไม่ได้นำพา และไม่ได้ปฏิบัติตามมติ ครม.แต่อย่างใด ยังคงดึงดันส่งทหารไปร่วมฝึก ทั้งที่สถานการณ์การระบาดที่นั่นยังคงอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง

ไม่ประหยัดงบช่วย ปชช.เดือดร้อน

นายวิโรจน์กล่าวอีกว่า แม้กองทัพบกจะออกมาชี้แจงในเบื้องต้น แต่ไม่ได้แสดงถึงความรับผิดชอบใดๆ จึงคำถามจากประชาชนจำนวนมากว่า การส่งกองกำลังทหารราบไปร่วมฝึกผสมครั้งนี้ ใช้งบประมาณไปเท่าไรแน่ แทนที่จะประหยัดงบฯเพื่อให้รัฐบาลเอาไปใช้ช่วยเหลือประชาชน กลับเอางบฯไปถลุงพากำลังพลไปติดโรคกลับประเทศ กองทัพบกควรต้องชี้แจงให้ชัด การที่กองทัพบกระบุว่าจะถือกรณีนี้เป็นบทเรียน ประชาชนสงสัยว่าภารกิจครั้งนี้เป็นเพียงการฝึกผสมเท่านั้น ไม่ใช่การสับเปลี่ยนกำลังพลในการปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ กองทัพบกควรมีสามัญสำนึกที่จะระงับ หรือชะลอการฝึกเอาไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุ แทนที่จะพิสูจน์ให้ประชาชนรับรู้ว่ากองทัพมีความรับผิดชอบสูงกว่าพลเรือน น่าจะถึงเวลาที่กองทัพควรต้องทบทวน มีสำนึก รู้จักเอาความเดือดร้อนปัญหาปากท้องประชาชนมาใส่ไว้ในหัวใจ และปรับปรุงตัว ไม่ใช่คิดจะทำเนียนปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปเฉยๆ

เมืองคอนปลดล็อกชนโค–บ่อนไก่

สำหรับการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ โดย เฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มของผู้คนนั้น ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช นายศิริพัฒ พัฒกุล ผวจ.นครศรีธรรมราช เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ประชุมมีมติอนุญาตให้สนามชนโค สนามชนไก่ สนามกัดปลา สนามแข่งขันนกกรงหัวจุก และสนามแข่งขันอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน เปิดดำเนินการและให้บริการได้ตามความเหมาะสมเมื่อมีความพร้อม โดยนายศิริพัฒกล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้ปลัดจังหวัดเชิญผู้ได้รับใบอนุญาตมาประชุมเพื่อรับฟังชี้แจงเพื่อกำชับแนวทางการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ถ้าไม่ทำตามมาตรการที่กำหนดจะไม่อนุญาตเป็นครั้งคราวไป หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรการจะสั่งปิดทันที แต่ที่สำคัญต้องมีการเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย 100เปอร์เซ็นต์ตลอดเวลาที่อยู่ในบ่อน และต้องทำป้ายเตือนแขวนไว้ทุกสถานที่ที่เปิดให้เล่นการพนัน ในส่วนของการจัดคอนเสิร์ตงานสมโภชศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี ได้รับความร่วมมือจากประชาชน

ไม่ได้จัดเครื่องบินส่งแข้งเซอร์เบีย

ช่วงค่ำวันเดียวกัน น.ส.ทรัพย์มณี จันทจิตร ผู้จัดการฝ่ายการตลาดเอ็มเจ็ท ชี้แจงกรณีมีการระบุนักฟุตบอลชาวเซอร์เบียที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เดินทางด้วยสายการบินเอ็มเจ็ทว่า สายการบินเอ็มเจ็ทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับนักฟุตบอลคนดังกล่าว และขอยืนยันถึงมาตรฐานการป้องกันความปลอดภัยระดับสูงสุดกับผู้โดยสาร รวมถึงผู้ใช้บริการสนามบินทุกท่าน ที่ผ่านมาทางเอ็มเจ็ทมีมาตรการและปฏิบัติตามกฎระเบียบการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ตามองค์การอนามัยโลก และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ผู้โดยสารสามารถมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยระดับสูงสุดจากสายการบินเอ็มเจ็ท

ติดเชื้อทั่วโลกทะลุ 18 ล้านคน

ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ใน 211 ประเทศ และ 2 เขตบริหารพิเศษในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 2 ส.ค.ว่ายอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยเพิ่มกว่า 2.4 แสนคน ทำให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อทะลุกว่า 18 ล้านคน เสียชีวิตรวมกว่า 688,000 คน แต่ก็รักษาหายกว่า 11.3 ล้านคน ซึ่งสหรัฐอเมริกายังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มกว่า 60,000 คน ต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 โดยมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ แถลงเมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 ส.ค.ตามเวลาไทย พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 61,262 ราย เสียชีวิตอีก 1,051 ราย ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อรวมกว่า 4.7 ล้านคน และยอดเสียชีวิตรวมกว่า 157,000 คน โดยเฉพาะที่รัฐฟลอริดา พบผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 179 รายทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมกว่า 7,000 คน

รัฐวิคตอเรียประกาศภัยพิบัติ

ที่ออสเตรเลีย นายดาเนียล แอนดริวส์ นายกรัฐมนตรีรัฐวิคตอเรีย ประกาศ “ภาวะภัยพิบัติ” เสนอมาตรการใหม่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งพบติดเชื้อรายใหม่กว่า 650 คน ทุบสถิติของวันก่อนที่พบผู้ติดเชื้อ 397 คนและมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 7 ราย ขณะที่รัฐอื่นทั่วประเทศติดเชื้อน้อยหรือไม่มีผู้ติดเชื้อเลยในรอบหลายสัปดาห์ ทำให้ทั่วประเทศมีผู้ติดเชื้อแล้วเกือบ 18,000 ราย เสียชีวิตรวม 208 ราย ทั้งนี้ นายแอนดริวส์เริ่มมาตรการคุมเข้ม 4 ระดับไปจนถึงวันที่ 13 ก.ย.นี้ ด้วยการประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 20.00 น. ถึงเวลา 05.00 น.นาน 6 สัปดาห์ จำกัดเวลาให้ชาวเมืองเมลเบิร์นวิ่งออกกำลังกายวันละ 1 ชม.ห้ามเกินรัศมีรอบบ้าน 5 กม.เริ่มตั้งแต่คืนวันที่ 2 ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่น สมาชิกครอบครัวออกมาซื้อของจำเป็นได้เพียง 1 คนต่อวันภายในรัศมีเดียวกัน นอกจากนี้ ตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจะต้องกลับไปเรียนออนไลน์เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 5 ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่น หลังเปิดเรียนตามปกติได้ไม่กี่สัปดาห์ ส่วนโรงเรียนอนุบาล ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก สั่งปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค.และห้ามจัดงานแต่งงานเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาด ขณะที่ทั่วประเทศจำกัดจำนวนคนเข้าร่วมงานได้แค่ 5 คน

ละตินอเมริกาตายเกิน 2 แสน

ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตในละตินอเมริกาเกิน 200,000 คน โดยบราซิลพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 45,392 คน เสียชีวิตอีก 1,088 คน ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อรวมกว่า 2.7 ล้านคน และเสียชีวิตรวม 94,000 คน ขณะที่เม็กซิโกมีผู้ติดเชื้อเฉียดหมื่นคนในวันเดียวเป็นครั้งแรกคือ 9,556 คน เสียชีวิตอีก 784 คน ทำให้ยอดรวมผู้ติดเชื้ออยู่ที่กว่า 434,000 คน และเสียชีวิตรวมกว่า 47,000 คน กลายเป็นประเทศที่มียอดผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับ 3 ของโลก แทนที่อังกฤษ โดยมีสหรัฐอเมริกา อยู่อันดับ 1 ตามด้วย บราซิล อันดับ 2

แอฟริกาใต้ติดเชื้อเกินครึ่งล้าน

วันเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้แถลงยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศทะลุ 500,000 คนแล้ว ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 8,153 คน ซึ่งกว่า 3 ใน 4 ส่วนของผู้ติดเชื้อพบในจังหวัดเคาเต็ง ศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี ไซริน รามาโฟซา แห่งแอฟริกาใต้เผยว่า เปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก

หลายชาติเอเชียติดเชื้ออื้อ

ส่วนในทวีปเอเชีย ภาพรวมยังสาหัส โดยที่อินเดียพบผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่า 5 หมื่นคน ทำให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อมีกว่า 1.75 ล้านคน เสียชีวิตรวมกว่า 3.7 หมื่นคน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ากรุงนิวเดลีกับเมืองมุมไบ จุดศูนย์กลางการแพร่ระบาดผ่านจุดการติดเชื้อสูงสุดมาแล้ว แต่รถไฟใต้ดิน โรงภาพยนตร์และสถานที่ให้บริการสาธารณะยังปิดไปจนถึงวันที่ 31 ส.ค. ส่วนที่รัสเซียพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีกกว่า 5 พันคนเช่นกัน ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อรวมเกิน 8.5 แสนคนมาเล็กน้อย เสียชีวิตรวมกว่า 1.4 หมื่นคน ที่เกาหลีใต้ พบผู้ติดเชื้ออีก 30 คน ส่วนใหญ่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ทำให้ยอดรวมอยู่ที่ 14,366 คน เสียชีวิตรวม 301 คน และก่อนนี้เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้จับกุมนายอี มัน ฮี หัวหน้าลัทธิชินชอนจิ ข้อหาปกปิดข้อมูลและให้เอกสารปลอมกับเจ้าหน้าที่เรื่องจำนวนผู้เข้าร่วมพิธีเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งกลายเป็นกลุ่มใหญ่ของการแพร่เชื้อไวรัสมรณะ ขณะที่จีน ต้นตอของการแพร่ระบาด พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 49 คน ในจำนวนนี้ 30 คน พบที่เขตปกครองตนเองซินเจียง อีก 3 คนพบที่มณฑลเหลียวหนิง ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ที่เหลือกลับจากต่างประเทศ ทำให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อทั่วประเทศกว่า 8.4 หมื่นคน เสียชีวิตคงอยู่ที่ 4,634 คน ที่ญี่ปุ่นพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 1,540 คน รวมที่กรุงโตเกียว พบ 292 คน ทำให้ทั่วประเทศติดเชื้อแล้ว 35,836 คน เสียชีวิต 1,011 คน

อาเซียนป่วยไม่แพ้กัน

ที่เวียดนาม ซึ่งกลับมามีการระบาดของโควิด-19 อีกครั้งหลังปลอดผู้ป่วยมากว่า 3 เดือน ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย เป็นหญิงวัย 86 ปีจากเมืองกว๋างนาม และอายุ 83 ปี จากเมืองดานัง ซึ่งทั้งสองมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว รวมเสียชีวิตเป็น 5 คน จากการระบาดรอบใหม่ และพบติดเชื้อเพิ่มอีก 4 คน โดย 2 คนติดในประเทศ อีก 2 คนกลับจากต่างประเทศ ยอดติดเชื้อรวม 590 คน ขณะที่ฟิลิปปินส์ที่อาการห่วงสุดในย่านอาเซียน พบว่ามีผู้ติดเชื้อใหม่เกิน 5 พันคน ทำให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อทะลุแสนคนไปเรียบร้อย โดยมีอินโดนีเซีย ที่พบผู้ติดเชื้อใหม่ราว 1.5 พันคน ยอดติดเชื้อรวมกว่า 1.1 แสนคน ส่วนสิงคโปร์พบผู้ติดเชื้อใหม่ 300 กว่าคน ยอดติดเชื้อรวมกว่า 5.2 หมื่นคน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *